HSBC ยังมีรายงานว่าเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิปรับปรุงของปีนี้ขึ้น 1% . ตัวเลขนี้เป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ไม่ได้ใหญ่พอจะลบความเสี่ยงทั้งหมด ประเด็นหลักยังอยู่ที่สองคำถาม: Xiaomi จะรักษากำไรของสมาร์ทโฟนได้แค่ไหนเมื่อต้นทุนชิ้นส่วนสูงขึ้น และธุรกิจรถ EV จะขยายยอดส่งมอบโดยไม่บั่นทอนมาร์จิ้นได้หรือไม่
ซีอีโอ เหลย จวิน มีรายงานว่า YU7 GT series จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการช่วงปลายเดือนพฤษภาคม . รายงานหนึ่งอธิบายรุ่นนี้ว่าเป็น SUV ไฟฟ้าสายสมรรถนะระดับ 990 แรงม้า ซึ่งทำให้ YU7 GT ถูกมองเป็นหมากสำคัญในไลน์อัป EV ของ Xiaomi
.
เหตุผลที่ตลาดจับตา GT คือการเปิดตัว YU7 ก่อนหน้านี้เคยแสดงให้เห็นแล้วว่า EV สามารถขับเคลื่อนความเชื่อมั่นนักลงทุนได้แรงเพียงใด Fortune รายงานว่า YU7 SUV มียอดสั่งซื้อ 289,000 รายการในชั่วโมงแรก ที่ราคาเริ่มต้น 253,500 หยวน และหุ้น Xiaomi ปรับขึ้น 8% ทำสถิติสูงสุดตลอดกาลหลังเปิดตัว .
แต่ยอดสั่งซื้อวันเปิดตัวกับกำไรจริงเป็นคนละเรื่องกัน ยอดจองช่วยยืนยันดีมานด์เบื้องต้นได้ ส่วนกำไรปี 2026 จะขึ้นอยู่กับยอดส่งมอบจริง ราคา ประสิทธิภาพการผลิต และอัตรากำไรขั้นต้น อีกทั้ง Fortune ยังระบุว่า YU7 เข้าสู่ตลาด EV จีนที่มีการแข่งขันหนาแน่น จึงทำให้การลงมือทำสำคัญไม่แพ้ความว้าวของวันเปิดตัว .
หาก GT ดึงลูกค้ากลุ่มใหม่เข้ามาได้จริง ไม่ใช่เพียงย้ายดีมานด์จากรุ่นเดิม ก็อาจช่วยหนุนการเร่งเครื่องของธุรกิจ EV ได้ รายงานหนึ่งระบุว่า Xiaomi ส่งมอบ EV มากกว่า 30,000 คันในเดือนเมษายน หลังจากราว 21,400 คันในเดือนมีนาคม และอ้างถึงเป้าหมายผู้บริหารที่ต้องการไปถึง 550,000 คันภายในสิ้นปี 2026 .
ดังนั้น หลังเปิดตัว ตัวเลขที่สำคัญกว่าเสียงฮือฮาคือยอดจองที่แปลงเป็นยอดส่งมอบจริง ระยะเวลารอรถ และความสามารถของโรงงานในการไล่ทันคำสั่งซื้อ
SUV สมรรถนะสูงอาจช่วยให้ Xiaomi ขยับภาพลักษณ์และรายได้ต่อคันขึ้นได้ หากตลาดยอมรับราคาและสเปก CMBI ระบุว่า กำไรสุทธิปรับปรุงไตรมาส 1/2025 ของ Xiaomi อยู่ที่ 10.7 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 64% จากปีก่อน และ 28% จากไตรมาสก่อน โดยได้แรงหนุนจากยอดขายที่แข็งแกร่งและอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นจากสัดส่วนสมาร์ทโฟนที่ดีขึ้น ราคาเฉลี่ยของ IoT สูงขึ้น และอัตรากำไรขั้นต้นของ Smart EV ที่ดีขึ้น .
มุมมาร์จิ้นของ EV จึงสำคัญมาก บทสรุปของ HSBC ก่อนหน้านี้ระบุว่า ราคาเฉลี่ยต่อคันของ EV Xiaomi เพิ่มจาก 238,300 หยวนในไตรมาส 1/2025 เป็น 253,700 หยวนในไตรมาส 2/2025 ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นของ EV เพิ่มจาก 23.2% เป็น 26.4% โดยได้แรงหนุนจากการปรับมิกซ์ผลิตภัณฑ์หลังการส่งมอบ SU7 Ultra . หาก YU7 GT สร้างผลด้านมิกซ์ได้ในลักษณะคล้ายกัน มันจะไม่ใช่แค่เรื่องยอดขายเพิ่ม แต่เป็นเรื่องคุณภาพกำไรด้วย
CMBI ยังมองบวกต่อการขยายระบบนิเวศ Human x Car x Home ของ Xiaomi รวมถึงกลยุทธ์พรีเมียมทั้งในสมาร์ทโฟนและ EV . หาก YU7 GT ส่งมอบได้ต่อเนื่อง จะช่วยเสริมภาพว่าธุรกิจรถยนต์กำลังกลายเป็นเสาหลักในระบบนิเวศฮาร์ดแวร์ผู้บริโภคของ Xiaomi ไม่ใช่แค่กระแสแรงจากรถรุ่นเดียว
ภาพปี 2026 ของ Xiaomi ยังมีแรงต้าน รายงานแนวโน้มอีกฉบับมองว่า 2026 เป็นปีที่การเติบโตอาจเข้าสู่ช่วงที่ราบสูง โดยธุรกิจสมาร์ทโฟนต้องรักษาสมดุลระหว่างยอดขายกับราคาเพื่อรับมือกับต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้น ขณะที่ธุรกิจ Smart EV จะเปลี่ยนจากช่วงที่ถูกจำกัดด้วยซัพพลาย ไปสู่ช่วงที่ต้องพิสูจน์ดีมานด์มากขึ้น .
ความคาดหวังของตลาดก็สะท้อนโจทย์นี้เช่นกัน บทสรุปฉันทามตินักวิเคราะห์ระบุว่า นักวิเคราะห์ 36 รายคาดรายได้ปี 2026 ของ Xiaomi ที่ 500.4 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 9.4% จาก 12 เดือนก่อน แต่กำไรต่อหุ้นตามรายงานคาดว่าจะลดลง 30% เหลือ 1.13 หยวน .
พูดให้สั้นคือ รายได้โตอย่างเดียวอาจไม่พอ หากกำไรต่อหุ้นลดลง นักลงทุนจะหันไปดูคุณภาพกำไรมากขึ้น YU7 GT จะช่วยเรื่องราวของ Xiaomi ได้หากเพิ่มทั้งยอดส่งมอบและมาร์จิ้น แต่ก็อาจผิดหวังได้หากการแข่งขัน การลดราคา คอขวดการผลิต หรือแรงกดดันต้นทุนสมาร์ทโฟนกลบผลบวก .
YU7 GT จะกลายเป็นตัวเร่งปี 2026 ได้จริงก็ต่อเมื่อตัวเลขตามมาสนับสนุน จุดที่ควรดูคือ:
ราคาเป้าหมาย HK$54 และคำแนะนำ Buy ของ HSBC ทำให้เรื่องเล่าขาขึ้นของ Xiaomi ยังไม่จบ แต่ YU7 GT คือข้อสอบข้อถัดไป . การเปิดตัวที่แรงอาจช่วยย้ำภาพการเติบโตของ EV ในปี 2026 โดยเฉพาะถ้าช่วยเพิ่มสัดส่วนพรีเมียมและแรงส่งด้านยอดส่งมอบ อย่างไรก็ตาม บททดสอบที่ยากกว่าคือการเปลี่ยนดีมานด์ให้เป็นกำไรที่ยั่งยืน ในช่วงที่สมาร์ทโฟนยังเจอต้นทุนหน่วยความจำสูงและตลาด EV จีนยังแข่งขันดุเดือด
.