คำอธิบายที่สอดคล้องกับข้อมูลมากที่สุดคือ การรวมประสบการณ์ใช้งานของผลิตภัณฑ์ Microsoft กำลังวางตำแหน่ง Copilot ให้เป็นผู้ช่วยแบบโต้ตอบที่ทำงานอยู่ภายใน Excel แทนการคงฟังก์ชันสร้างเนื้อหาแยกต่างหากไว้ในเซลล์โดยตรง โดยบริษัทระบุว่า Copilot ใน Excel รองรับงาน AI หลายอย่างเช่นเดียวกับฟังก์ชันดังกล่าว
ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญสำหรับผู้ใช้สเปรดชีต ฟังก์ชันในเซลล์สามารถถูกลากคัดลอกไปหลายแถว ถูกอ้างอิงโดยสูตรอื่น หรือกลายเป็นส่วนหนึ่งของเวิร์กโฟลว์ที่ทำซ้ำได้ ขณะที่ผู้ช่วยในแถบด้านข้างจะทำงานในลักษณะสนทนาและเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ตรวจสอบการแก้ไขก่อนนำไปใช้
=COPILOT() เคยทำอะไรได้บ้างฟังก์ชันนี้ออกแบบมาให้ผู้ใช้พิมพ์คำสั่งภาษาธรรมชาติลงในแถบสูตรของ Excel โครงสร้างที่ Microsoft ระบุไว้คือ
=COPILOT(prompt_part, [context])prompt_part คือคำสั่งหรือคำถามที่จำเป็น ส่วน context เป็นข้อมูลประกอบที่ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ โดยอาจเป็นเซลล์เดียวหรือช่วงข้อมูลในตาราง ฟังก์ชันนี้มีเป้าหมายสำหรับงานสร้างข้อความ จัดหมวดหมู่เนื้อหา และสรุปข้อความหรือข้อมูล ไม่ใช่การแทนที่สูตรคำนวณตัวเลขทั่วไป
ฟังก์ชันยังอยู่ในสถานะพรีวิว ผ่านโปรแกรม Frontier และ Microsoft 365 Insider ไม่เคยเปิดให้ใช้งานทั่วไปอย่างเป็นทางการ ผู้ใช้ยังต้องมีสิทธิ์การใช้งานที่เข้าเกณฑ์ด้วย โดยบัญชีองค์กรหรือสถานศึกษาต้องมีไลเซนส์ส่วนเสริม Microsoft 365 Copilot ส่วนผู้ใช้ทั่วไปต้องเป็นสมาชิก Microsoft 365 Premium
รายงานและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ Microsoft ระบุว่าฟีเจอร์นี้เปิดทดสอบมาประมาณหนึ่งปี โดยผู้ใช้บางส่วนเริ่มเข้าถึงได้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025
Microsoft เตือนอย่างชัดเจนว่า =COPILOT() ใช้ AI และอาจให้คำตอบผิดพลาด บริษัทแนะนำให้ใช้สูตร Excel ดั้งเดิม เช่น SUM, AVERAGE หรือ IF สำหรับงานที่ต้องการความถูกต้องและให้ผลลัพธ์ซ้ำเดิมได้
คำแนะนำทั่วไปของ Microsoft สำหรับ Copilot ใน Excel ก็ระบุว่าเนื้อหาที่สร้างโดย AI อาจมีข้อผิดพลาด ตีความข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือไม่ถูกต้อง และควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษกับเรื่องการเงิน กฎหมาย และการแพทย์
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดเหล่านี้ ยังไม่ใช่หลักฐานว่าทำให้ Microsoft ยกเลิกฟังก์ชัน แต่ช่วยอธิบายความตึงเครียดด้านการออกแบบได้ดี สูตรอย่าง SUM หรือ IF ทำงานตามตรรกะที่แน่นอน ขณะที่การสร้างข้อความด้วย AI มีลักษณะคาดการณ์ ผู้ใช้ตรวจทานข้อความที่สร้างได้ แต่หากสูตร AI ถูกคัดลอกไปหลายร้อยแถว ก็อาจเกิดผลลัพธ์จำนวนมากที่ต้องตรวจสอบทีละส่วน
=COPILOT() ใน Excelทางเลือกหลักของ Microsoft คือ Copilot ใน Excel ผ่านแถบด้านข้าง ซึ่งช่วยสร้างและแก้ไขเวิร์กบุ๊ก วิเคราะห์ข้อมูล และทำงานกับองค์ประกอบของ Excel เช่น ตาราง กราฟ PivotTable และสูตรต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงที่ Copilot ทำยังคงแก้ไขต่อในเวิร์กบุ๊กได้
Microsoft ยังรวมช่องทางการเรียกใช้ Copilot ผ่าน Copilot Dynamic Action Button ปุ่มนี้เป็นจุดเริ่มต้นแบบเดียวกันใน Word, Excel และ PowerPoint เมื่อกดแล้วจะเปิดประสบการณ์ Copilot ที่เกี่ยวข้องในแผงสนทนาด้านขวา บริษัทมองว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ Copilot ที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นทั่ว Microsoft 365
แต่ทั้งสองทางเลือกไม่ใช่ตัวแทนแบบหนึ่งต่อหนึ่งของสูตรเดิม:
หากเป็นงานที่ต้องทำซ้ำได้และให้ผลลัพธ์แน่นอน ผู้ใช้อาจเหมาะกับสูตร Excel ปกติ, Power Query หรือ Office Scripts มากกว่า ส่วนงานเขียนข้อความ การจัดหมวดหมู่ หรือการสรุปแบบเปิดกว้าง สามารถใช้ Copilot ผ่านแถบด้านข้างได้ แต่ยังควรตรวจสอบผลลัพธ์ทุกครั้ง
คำแนะนำจาก Microsoft 365 Message Center ระบุว่า ผู้ดูแลระบบไม่จำเป็นต้องดำเนินการติดตั้งหรือถอนฟีเจอร์ แต่ควรแจ้งผู้ใช้และปรับปรุงเวิร์กโฟลว์ที่ได้รับผลกระทบ
เจ้าของเวิร์กบุ๊กควรดำเนินการดังนี้:
=COPILOT() ในเวิร์กบุ๊กส่วนตัว ไฟล์ที่แชร์ และไฟล์ของแผนกความเสี่ยงสำคัญไม่ใช่การที่ Copilot จะหายไปจาก Excel แต่คือการที่เวิร์กบุ๊กบางไฟล์อาจมีสูตรพรีวิวซึ่งไม่สามารถทดแทนได้ทันทีเพียงเปิดแถบ Copilot ขึ้นมา
การเลิกใช้ =COPILOT() สอดคล้องกับความพยายามในวงกว้างของ Microsoft ที่ต้องการให้ Copilot ทำงานเป็นส่วนหนึ่งของแอปมากขึ้น มีแนวทางชัดเจนขึ้น และอยู่ภายใต้การควบคุมที่ตรวจสอบได้ ประสบการณ์ปัจจุบันใน Excel เน้นการใช้เครื่องมือในเวิร์กบุ๊กและคงการแก้ไขให้ผู้ใช้ปรับต่อได้ ขณะที่ Dynamic Action Button ทำหน้าที่เป็นช่องทางกลางในการเรียก Copilot จากแอป Microsoft 365
Microsoft ยังพัฒนาความสามารถเฉพาะทางสำหรับงานการเงินใน Excel เช่น skills สำหรับเวิร์กโฟลว์ที่ทำซ้ำได้ ตัวเชื่อมต่อข้อมูลการเงิน และความสามารถด้านการตรวจสอบย้อนกลับที่ดีขึ้น ทิศทางนี้สะท้อนการมุ่งไปสู่เวิร์กโฟลว์ที่มีข้อมูลน่าเชื่อถือและตรวจทานได้ มากกว่าการใส่คำสั่ง AI แบบทั่วไปลงในเซลล์ใดก็ได้
นี่เป็นการตัดสินใจด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่หลักฐานว่า AI ในเซลล์ใช้งานไม่ได้โดยพื้นฐาน Microsoft เลือกยุติฟังก์ชันนี้ แต่ยังลงทุนต่อในงานสเปรดชีตที่มี AI ช่วยผ่านอินเทอร์เฟซรูปแบบอื่น
ขณะที่ Microsoft ถอยจากแนวทางนี้ Google Sheets ยังคงมีโมเดล AI ในเซลล์สำหรับผู้ใช้ Google Workspace หรือ Google AI ที่มีสิทธิ์ใช้งาน โดยสามารถใช้ =AI() หรือ =Gemini() พร้อมคำสั่งและข้อมูลประกอบจากเซลล์ เช่น
=AI("Generate slogan for event in 10 words or less", A2)Google ยังมี Workspace Experiments ซึ่งเดิมชื่อ Workspace Labs เป็นโปรแกรมให้ผู้ใช้กลุ่มทดสอบเข้าถึงฟีเจอร์ AI รุ่นทดลอง ฟังก์ชัน AI ใน Sheets ของโปรแกรมนี้สามารถสร้างข้อความ สรุปข้อมูล จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์ความรู้สึก และเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์จาก Google Search ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิทธิ์และข้อจำกัดของโปรแกรม
ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างสองบริษัทในตอนนี้อยู่ที่รูปแบบผลิตภัณฑ์ Google ยังคงนำความสามารถสร้างเนื้อหาบางส่วนมาไว้ในเซลล์โดยตรง ขณะที่ Microsoft กำลังพาผู้ใช้ Excel ไปสู่เวิร์กโฟลว์ Copilot แบบโต้ตอบที่ผสานกับแอปและมีความเฉพาะทางมากขึ้น
=COPILOT() ใน Excel ถูก ยกเลิก ไม่ใช่เลื่อนกำหนดเปิดตัว ฟังก์ชันจะหยุดให้บริการวันที่ 14 กันยายน 2026 และ Microsoft ยังไม่ได้ให้เหตุผลโดยละเอียดมากไปกว่าการระบุว่าไม่เดินหน้าฟีเจอร์นี้ต่อ
ผู้ใช้ที่มีสูตรดังกล่าวควรเริ่มสำรวจเวิร์กบุ๊กและวางแผนย้ายระบบตั้งแต่ตอนนี้ Copilot ผ่านแถบด้านข้างอาจรองรับงาน AI หลายประเภทที่ใกล้เคียงกัน แต่ไม่ใช่สูตรในเซลล์ที่นำไปวางแทนได้ทันที สำหรับการคำนวณและตรรกะข้อมูลที่ต้องทำซ้ำอย่างน่าเชื่อถือ สูตร Excel แบบเดิมยังคงเป็นรากฐานที่ปลอดภัยกว่า