ทรัมป์กลับมาพูดว่าไต้หวัน “ขโมย” อุตสาหกรรมชิปของสหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ต่อรองกับจีนและแรงกดดันให้บริษัทไต้หวันขยายการผลิตในสหรัฐ ไต้หวันปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตนเติบโตจากการลงทุนและนโยบายอุตสาหกรรมภายในประเทศหลายทศวรรษ สำหรับ TSMC แนวโน้มที่เป็นไปได้คือ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Why has Donald Trump revived his claim that Taiwan “stole” the U.S. semiconductor industry after meeting Xi Jinping, and how could this poli. Article summary: Trump appears to be reviving the “Taiwan stole our chip industry” line mainly as leverage, not because there is clear evidence that his meeting with Xi directly changed his view. The stronger reading from the recent repo. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "President Donald Trump, left, and Chinese President Xi Jinping, right, shake hands before their meeting at Gimhae International Airport in Busan, South Korea, Oct. 30, 2025." source context "Trump-Xi summit comes with high stakes for Taiwan, the island democracy that China claims as its own - ABC30 Fresno" Refere
โดนัลด์ ทรัมป์กลับมาพูดอีกครั้งว่าไต้หวัน “ขโมย” อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐ ซึ่งเป็นประโยคที่เขาใช้มาหลายปี พร้อมทั้งเรียกร้องให้บริษัทชิปของไต้หวันย้ายกำลังการผลิตบางส่วนไปตั้งโรงงานในสหรัฐมากขึ้น คำพูดนี้กลับมาเป็นประเด็นหลังจากการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ทำให้เกิดคำถามว่าท่าทีนี้สะท้อนการเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐต่อไต้หวันหรือไม่
อย่างไรก็ตาม หลักฐานจากรายงานและการวิเคราะห์หลายแหล่งชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็น กลยุทธ์การต่อรองทางการเมือง ที่เชื่อมโยงทั้งประเด็นจีน ไต้หวัน และนโยบายอุตสาหกรรมชิปของสหรัฐเข้าด้วยกัน มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์โดยตรง
หลังการพบกับสี จิ้นผิง ทรัมป์กล่าวว่าการขายอาวุธให้ไต้หวันเป็น “ชิปต่อรองที่ดีมาก” ในการเจรจากับจีน และการอนุมัติแพ็กเกจอาวุธที่ค้างอยู่ อาจขึ้นอยู่กับท่าทีของปักกิ่ง
การจัดกรอบเช่นนี้ส่งสัญญาณว่า ประเด็นเกี่ยวกับไต้หวัน — ทั้งด้านความมั่นคงและเทคโนโลยี — อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในเกมการเจรจาระหว่างสหรัฐกับจีน
ในช่วงเวลาเดียวกัน ทรัมป์ยังวิจารณ์ว่าไต้หวันครองความได้เปรียบในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และเรียกร้องให้บริษัทชิปของไต้หวันย้ายการผลิตไปสหรัฐมากขึ้น
นักวิเคราะห์มองว่าคำพูดเหล่านี้สื่อสารกับหลายกลุ่มพร้อมกัน ได้แก่
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าคำกล่าวของทรัมป์เกิดจากการกดดันโดยตรงจากสี จิ้นผิง งานวิจัยเกี่ยวกับนโยบายสหรัฐต่อไต้หวันระบุว่า แม้ทรัมป์จะวิจารณ์อุตสาหกรรมชิปของไต้หวัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐมีแผนละทิ้งไต้หวันในเชิงยุทธศาสตร์
รัฐบาลไต้หวันปฏิเสธคำกล่าวอ้างดังกล่าว โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศเกิดจากการลงทุนและการพัฒนาภายในประเทศที่ยาวนานหลายทศวรรษ
ปัจจุบัน ไต้หวันถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์โลก ผลิตชิปจำนวนมากของโลก และครองความเป็นผู้นำด้านการผลิตขั้นสูงผ่านบริษัทอย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC)
ในมุมมองของไต้หวัน ความสำเร็จนี้คือผลลัพธ์ของนโยบายอุตสาหกรรมระยะยาว การวิจัย และนวัตกรรมของภาคเอกชน ไม่ใช่การแย่งชิงเทคโนโลยีจากสหรัฐ
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ แรงกดดันทางการเมืองให้เพิ่มการผลิตในสหรัฐ
TSMC ได้ประกาศแผนขยายการลงทุนครั้งใหญ่ในสหรัฐแล้ว โดยในปี 2025 บริษัทให้คำมั่นลงทุนเพิ่ม 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในโรงงานเซมิคอนดักเตอร์ ทำให้ยอดลงทุนรวมในสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 165,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงโรงงานผลิตชิป (fabs) ใหม่และศูนย์บรรจุภัณฑ์ขั้นสูงในรัฐแอริโซนา
ผู้บริหารของบริษัทระบุว่า การลงทุนดังกล่าวเกิดจากความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และจะไม่แทนที่ฐานการผลิตหลักในไต้หวัน
ถึงอย่างนั้น สภาพแวดล้อมทางการเมืองกำลังทำให้การตัดสินใจลงทุนในอนาคตซับซ้อนขึ้น เช่น
สำหรับบริษัทชิปไต้หวันขนาดเล็กกว่า — เช่นผู้ผลิตอุปกรณ์ ซัพพลายเออร์ และบริษัทบรรจุภัณฑ์ — แรงกดดันอาจทำให้ต้องพิจารณาตามลูกค้ารายใหญ่ เช่น TSMC ไปตั้งฐานในศูนย์อุตสาหกรรมชิปใหม่ของสหรัฐ
แม้จะมีวาทกรรมทางการเมือง ความร่วมมือด้านเซมิคอนดักเตอร์ระหว่างสหรัฐกับไต้หวันยังคงแน่นแฟ้น เพราะทั้งสองฝ่ายพึ่งพากันอย่างลึกซึ้งในห่วงโซ่อุปทานโลก
แต่โทนความสัมพันธ์อาจเปลี่ยนไปในบางด้าน
นโยบายเชิงธุรกรรมมากขึ้น – ความร่วมมือด้านชิปอาจผูกกับการลงทุน ภาษี หรือประเด็นด้านความมั่นคง
การกระจายห่วงโซ่อุปทาน – วอชิงตันต้องการเพิ่มกำลังผลิตภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาไต้หวัน
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น – เมื่ออุตสาหกรรมชิปเชื่อมโยงกับการเจรจาระหว่างสหรัฐและจีน บริษัทต่าง ๆ ต้องรับมือความไม่แน่นอนมากขึ้น
สำหรับภาคเซมิคอนดักเตอร์ของไต้หวัน เส้นทางที่มีแนวโน้มมากที่สุดคือ การกระจายฐานการผลิต ไม่ใช่การย้ายออกทั้งหมด
TSMC และบริษัทอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะ
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง คำพูดของทรัมป์อาจไม่ได้หมายความว่าความเป็นผู้นำของไต้หวันในอุตสาหกรรมชิปกำลังจะสิ้นสุด แต่สะท้อนความจริงใหม่ของโลกเทคโนโลยี: เซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่แค่เรื่องอุตสาหกรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นแกนกลางของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ทรัมป์กลับมาพูดว่าไต้หวัน “ขโมย” อุตสาหกรรมชิปของสหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ต่อรองกับจีนและแรงกดดันให้บริษัทไต้หวันขยายการผลิตในสหรัฐ
ทรัมป์กลับมาพูดว่าไต้หวัน “ขโมย” อุตสาหกรรมชิปของสหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ต่อรองกับจีนและแรงกดดันให้บริษัทไต้หวันขยายการผลิตในสหรัฐ ไต้หวันปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยระบุว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของตนเติบโตจากการลงทุนและนโยบายอุตสาหกรรมภายในประเทศหลายทศวรรษ
สำหรับ TSMC แนวโน้มที่เป็นไปได้คือการกระจายการลงทุนทั่วโลก โดยยังคงฐานเทคโนโลยีหลักในไต้หวัน แต่เพิ่มกำลังการผลิตในสหรัฐเพื่อรับมือแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์