คำเตือนของคริส วูด นักกลยุทธ์จาก Jefferies ไม่ได้หมายความว่า AI จะหมดประโยชน์ แต่ตั้งคำถามว่าเงินมหาศาลที่บริษัทสหรัฐฯ ลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล ชิป และระบบรองรับ AI จะสร้างผลตอบแทนคุ้มต้นทุนหรือไม่
ในรายงานวันที่ 9 ตุลาคม 2026 วูดมองว่า ผลลัพธ์ระยะยาวที่เป็นไปได้มากที่สุดของกระแสบูม AI คือ “การทำลายเงินทุนครั้งใหญ่” ในสหรัฐฯ โดยส่วนแบ่งตลาดอาจย้ายไปยังโมเดลโอเพนซอร์สจากจีนที่มีราคาถูกกว่า
1
9 จุดเสี่ยงจึงอยู่ที่การแข่งขันและความคุ้มค่าของการลงทุน มากกว่าการตั้งคำถามว่า AI จะยังมีคนใช้หรือไม่
โมเดลราคาถูกอาจกดผลตอบแทน
เหตุผลของวูดมีสองด้านที่เกี่ยวเนื่องกัน คือโมเดลจีนมีต้นทุนต่ำกว่า และจีนถูกมองมากขึ้นว่าเป็นคู่แข่งที่มีความสามารถด้าน AI ทัดเทียมสหรัฐฯ
4
9 หากผู้ใช้เลือกโมเดลราคาถูกที่ตอบโจทย์ได้ใกล้เคียงกัน ผู้ให้บริการที่เคยเรียกเก็บราคาพรีเมียมอาจมีอำนาจตั้งราคาน้อยลง
ข้อมูลจัดอันดับของ OpenRouter ใช้จำนวนโทเคนที่ประมวลผลผ่าน API ของแพลตฟอร์มเป็นเกณฑ์
28 จึงช่วยให้เห็นการใช้งานบน OpenRouter แต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดโดยตรงของส่วนแบ่งตลาดทั่วโลก และไม่ได้บอกว่าโมเดลใดทำกำไรได้มากน้อยเพียงใด
การใช้งานที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดขึ้นพร้อมกับราคาที่ลดลงได้ แต่ปริมาณการใช้เพียงอย่างเดียวไม่ได้ตอบว่ารายได้เพียงพอจะชดเชยต้นทุนการให้บริการหรือไม่ นี่คือความต่างสำคัญระหว่าง “มีคนใช้ AI มากขึ้น” กับ “ธุรกิจที่ลงทุนสร้างระบบ AI ทำกำไรได้ดี”
ลงทุนมาก ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลตอบแทนคุ้ม
รายงานข่าวประเมินว่า กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เรียกว่าไฮเปอร์สเกลเลอร์ (hyperscalers) ซึ่งรวมถึงผู้ให้บริการคลาวด์และแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ อาจใช้จ่ายลงทุนประมาณ 695,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 และเพิ่มเป็น 870,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2027
7
17 ตัวเลขนี้เป็นประมาณการ ไม่ใช่ยอดใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้ว และไม่ได้ยืนยันว่าการลงทุนจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว
การลงทุนในศูนย์ข้อมูลหรือชิปจะคุ้มหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับรายได้ที่สร้างได้เมื่อเทียบกับค่าก่อสร้าง ค่าเดินระบบ และต้นทุนทางการเงิน ราคาที่ลดลงอาจทำให้มีผู้ใช้เพิ่ม แต่ไม่ได้รับประกันว่ารายได้รวมจะมากพอให้บริษัทคืนทุนได้
ความเสี่ยงยิ่งชัดขึ้นเมื่อการระดมทุนพึ่งพาหนี้มากขึ้น เพราะหนี้ยังต้องชำระแม้รายได้หรือกระแสเงินสดต่ำกว่าคาด หากผู้ให้กู้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ บริษัทอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้นหรือชะลอโครงการใหม่ ขณะที่ Brookings ชี้ถึงการใช้กิจการร่วมทุน สินเชื่อเอกชน และนิติบุคคลเฉพาะกิจในวงกว้างขึ้น ซึ่งอาจทำให้มองเห็นภาระทางการเงินได้ยากกว่าเดิม
47
Brookings ประเมินว่า การลงทุนในศูนย์ข้อมูล ระบบไฟฟ้า เครือข่าย และชิป AI ของสหรัฐฯ อาจรวมเป็น 10.3 ล้านล้านดอลลาร์ระหว่างปี 2025 ถึง 2032
46
47 ตัวเลขนี้สะท้อนขนาดของโจทย์การลงทุน ไม่ใช่คำทำนายว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะสูญหายทั้งหมด
ดังนั้น การทำลายเงินทุนอาจเกิดขึ้นได้แม้โครงสร้างพื้นฐานจะมีคนใช้งาน กล่าวคือ ศูนย์ข้อมูลอาจให้บริการจริง แต่สร้างรายได้ไม่พอคุ้มกับต้นทุนที่ใช้สร้างและจัดหาเงินทุน
คำเตือนระยะยาวไม่ใช่การระบุวันฟองสบู่แตก
ข้อสรุปของวูดถูกนำเสนอในฐานะความเสี่ยงระยะยาว ไม่ใช่การทำนายวันที่ตลาดจะปรับฐานอย่างแม่นยำ
1
9 หากความต้องการใช้ AI ยังสูงและบริษัทเข้าถึงเงินทุนได้ การลงทุนก็อาจดำเนินต่อไป แม้ยังไม่ชัดเจนว่าจะสร้างผลตอบแทนเพียงพอในระยะยาวหรือไม่
มุมมองของนักวิเคราะห์รายอื่นยิ่งสะท้อนว่าการจับเวลาเป็นเรื่องไม่แน่นอน โยอาคิม เคลเมนต์ นักกลยุทธ์จาก Panmure Liberum มีรายงานว่าคาดว่าฟองสบู่ AI อาจแตกในปี 2027 หรือ 2028 และให้เป้าหมายดัชนี S&P 500 ที่ 5,000 จุด ซึ่งเป็นการคาดการณ์อีกชุดหนึ่ง ไม่ใช่การยืนยันข้อสรุปของวูด
50 ส่วนผู้บริหารฝ่ายลงทุนของ Temasek ระบุว่าการกลับทิศของกระแสลงทุน AI เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อตลาด แต่ไม่ได้มองว่าการคลี่คลายจะเกิดขึ้นในทันที
30
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแยก “คุณค่าของ AI” ออกจาก “ผลตอบแทนของบริษัทที่ลงทุนสร้างระบบรองรับ AI” โมเดลราคาถูกอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ แต่ก็กดดันราคาที่ผู้ให้บริการเรียกเก็บได้ ส่วนท้ายที่สุดการลงทุนจะคุ้มทุนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างราคา ปริมาณการใช้ ต้นทุน และแหล่งเงินทุน ไม่ใช่ดูจากความต้องการใช้ AI เพียงอย่างเดียว