Citi โดย Beata Manthey ระบุว่าการเทขายพันธบัตรทั่วโลกไม่จำเป็นต้องกดดันหุ้นยุโรป หากกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทในภูมิภาคยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง[3] กำไรบริษัทในยุโรปคาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุดในรอบสามปี โดยแรงหนุนหลักมาจากกลุ่มพลังงานและธนาคาร[41] อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำไรที่กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมทำให้เก...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Why does Citi’s European equity strategist Beata Manthey say the global bond market selloff is “not necessarily bad” for European stocks, an. Article summary: Citi’s Beata Manthey says the bond selloff is “not necessarily bad” for European stocks because, at the index level, earnings expectations are still improving rather than deteriorating, which can cushion equities even as. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Beata Manthey, CITIGROUP European equity strategist head, appears on a news segment discussing broadening market leadership amid a global bond market selloff and declining European" Reference image 2: visual subject "A digital map of Europe overlaid with stock market data, financial charts, and hexagonal icons, e
ตลาดหุ้นยุโรปกำลังอยู่ท่ามกลางแรงกดดันจาก อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields) ที่พุ่งสูงทั่วโลก ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นปัจจัยลบต่อหุ้น แต่ Beata Manthey หัวหน้ากลยุทธ์หุ้นยุโรปของ Citi มองว่าสถานการณ์ครั้งนี้ “ไม่ได้แย่สำหรับหุ้นเสมอไป” เพราะแนวโน้มกำไรของบริษัทในยุโรปยังคงปรับตัวดีขึ้น
แนวคิดหลักคือ หากบริษัททำกำไรได้มากขึ้น ตลาดหุ้นยังสามารถทรงตัวหรือปรับขึ้นได้ แม้ต้นทุนทางการเงินและอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นก็ตาม
เมื่อพันธบัตรถูกขาย ราคาจะลดลงและทำให้อัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ซึ่งมักส่งผลลบต่อหุ้น เพราะ
อย่างไรก็ตาม Manthey ชี้ว่าปัจจัยสำคัญคือ โมเมนตัมของกำไรบริษัท มากกว่าการเคลื่อนไหวของยีลด์เพียงอย่างเดียว
ข้อมูลของ Citi ระบุว่า การคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดยุโรปกำลังเพิ่มขึ้น ไม่ได้ลดลง ซึ่งช่วยรองรับราคาหุ้นในระดับดัชนีได้
กล่าวอีกแบบคือ หากกำไรเติบโตเร็วพอ ก็สามารถชดเชยแรงกดดันจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้นได้
ข้อมูลผลประกอบการล่าสุดสนับสนุนมุมมองนี้ โดยการประเมินรวมของนักวิเคราะห์ระบุว่า กำไรบริษัทในยุโรปมีแนวโน้มเติบโตเร็วที่สุดในรอบสามปี
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากสองกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก
สองภาคส่วนนี้จึงกลายเป็นตัวผลักดันหลักของกำไรในดัชนีหุ้นยุโรปช่วงล่าสุด
Citi ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อภาพรวมตลาดหุ้น โดยประเมินว่า ตลาดหุ้นโลกอาจมีอัพไซด์เพิ่มได้ราว 5% หากแนวโน้มกำไรยังคงแข็งแกร่ง
มุมมองนี้สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าประเมิน (valuation expansion) เพียงอย่างเดียว แต่ได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรจริง
ถ้ากำไรยังขยายตัว หุ้นก็ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้น แม้อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูง
การปรับตัวขึ้นของยีลด์ในช่วงนี้เกิดจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะ
สงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซพุ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้ คาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้นและเพิ่มความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางจะคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น
ผลที่ตามมาคือราคาพันธบัตรทั่วโลกลดลง และอัตราผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น
แม้กำไรบริษัทจะเพิ่มขึ้น แต่การเติบโตยัง กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มพลังงานและการเงิน เป็นหลัก
นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า หากตัดผลกระทบจากภาคพลังงานออกไป การเติบโตของกำไรบริษัทในยุโรปจะอ่อนแอกว่ามากในหลายประมาณการ
สิ่งนี้สร้างความเสี่ยงต่อโครงสร้างตลาด หาก
ตลาดหุ้นโดยรวมอาจสูญเสียแรงหนุนสำคัญ
สถานการณ์ในตลาดตอนนี้สะท้อนความจริงสำคัญของการลงทุน
สำหรับตอนนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้รับแรงหนุนจากการคาดการณ์กำไรที่ดีขึ้น แต่ความแข็งแกร่งนี้จะยั่งยืนหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า การเติบโตของกำไรจะกระจายไปยังหลายอุตสาหกรรมมากขึ้นหรือไม่
หากกำไรยังเพิ่มขึ้นต่อ หุ้นยุโรปอาจยังทรงตัวได้แม้ยีลด์สูง แต่หากกำไรเริ่มชะลอ การเทขายพันธบัตรอาจกลายเป็นแรงกดดันที่หนักขึ้นต่อหุ้นในระยะถัดไป
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Citi โดย Beata Manthey ระบุว่าการเทขายพันธบัตรทั่วโลกไม่จำเป็นต้องกดดันหุ้นยุโรป หากกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทในภูมิภาคยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง[3]
Citi โดย Beata Manthey ระบุว่าการเทขายพันธบัตรทั่วโลกไม่จำเป็นต้องกดดันหุ้นยุโรป หากกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทในภูมิภาคยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง[3] กำไรบริษัทในยุโรปคาดว่าจะเติบโตเร็วที่สุดในรอบสามปี โดยแรงหนุนหลักมาจากกลุ่มพลังงานและธนาคาร[41]
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกำไรที่กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่อุตสาหกรรมทำให้เกิดความเสี่ยง หากภาคพลังงานหรือการเงินชะลอตัว ตลาดโดยรวมอาจสูญเสียแรงหนุนสำคัญ[3][41]