คำว่าเงินไหลออกสุทธิหมายถึงเงินที่ออกจากกลุ่ม ETF มากกว่าเงินที่ไหลเข้าในวันนั้น หรือพูดง่าย ๆ คือมีนักลงทุนไถ่ถอน/ลดสถานะมากกว่าฝั่งที่เพิ่มเงินใหม่ . สำหรับตลาดคริปโตที่อารมณ์เปลี่ยนเร็ว การพลิกจากเงินไหลเข้าต่อเนื่องมาเป็นไหลออกจึงถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าแรงซื้อส่วนเพิ่มเริ่มแผ่ว
แต่ต้องไม่ตีความเกินจริง: เงินไหลออกวันเดียวไม่ได้แปลว่านักลงทุนสถาบันถอนตัวทั้งหมด รายงานเดียวกันระบุว่ายอดเงินไหลเข้าสะสมของกลุ่ม spot Ethereum ETF ยังอยู่ที่ $12.08 พันล้าน ซึ่งสะท้อนว่าฐานการมีส่วนร่วมของนักลงทุนยังไม่ได้หายไป เพียงแต่การวางสถานะรายวันเริ่มผันผวนขึ้น .
แรงกดดันจาก ETF ไม่ได้เกิดขึ้นในตลาดที่แข็งแรงมากนัก เพราะสัญญาณเทคนิคของ ETH อ่อนตัวอยู่ก่อนแล้ว บทวิเคราะห์ช่วงการเคลื่อนไหววันที่ 23 เม.ย. ระบุว่า ETH กำลังทดสอบเส้นแนวโน้มขาขึ้นรายวัน ขณะที่ MACD เกิดสัญญาณตัดลงแบบ bearish และ RSI อ่อนแรงลง ซึ่งทั้งหมดเข้ากับภาพโมเมนตัมที่เริ่มเสียแรงขณะราคาขยับลงใกล้ $2,300 .
เมื่อตลาดมีโมเมนตัมอ่อนอยู่แล้ว ข่าวเงินไหลออกจาก ETF จึงกดความเชื่อมั่นได้แรงกว่าปกติ เพราะนักเทรดมักตีความว่าฝั่งซื้อเริ่มถอย ข้อมูลอัปเดตภายหลังระบุว่า ETH ซื้อขายที่ $2,292.24 ในวันที่ 8 พ.ค. และชี้ว่า $2,400 เป็นแนวต้านระยะสั้นสำคัญที่นักเทรดจับตา .
ในตลาดคริปโต การโอนเหรียญจำนวนมากเข้า exchange มักถูกจับตาเป็นพิเศษ เพราะ ETH ที่อยู่บน exchange สามารถถูกขายได้ง่ายกว่า รายงานก่อนหน้าเกี่ยวกับการปรับฐานของ ETH ระบุว่ากิจกรรมวาฬและการโอน ETH จำนวนมากเข้า exchange เพิ่มแรงกดดันด้านการขาย จึงไม่น่าแปลกที่นักเทรดจะระวังเมื่อเห็นกระแสเหรียญจากรายใหญ่ .
อย่างไรก็ตาม ภาพวาฬรอบโซน $2,300 ไม่ได้เป็นลบทั้งหมด บทวิเคราะห์วันที่ 4 พ.ค. ระบุว่ากระเป๋า ETH รายใหญ่สะสมมากกว่า 140,000 ETH ใน 96 ชั่วโมง ขณะ ETH ซื้อขายใกล้ $2,300 โดยยอดคงเหลือของวาฬเพิ่มจาก 13.78 ล้าน ETH เป็น 13.98 ล้าน ETH . อีกบทวิเคราะห์หนึ่งอธิบายตลาดว่าเป็นการปะทะกันระหว่างแรงขายจากวาฬกับการสะสมใหม่ ขณะที่เงินไหลออกจาก spot ETF และผลิตภัณฑ์ลงทุน Ethereum ในวงกว้างยังจำกัดการฟื้นตัวของดีมานด์ .
ดังนั้น สัญญาณวาฬควรถูกอ่านเป็นตัวเร่งความผันผวนมากกว่าหลักฐานเด็ดขาดว่าราคาต้องลงต่อ การโอนเข้า exchange ทำให้ตลาดระวังด้านอุปทาน แต่ข้อมูลการสะสมก็ชี้ว่ารายใหญ่บางส่วนยังเพิ่มสถานะใกล้โซนราคาเดียวกัน .
กรอบระยะสั้นของ ETH จากบทวิเคราะห์ที่อ้างถึงค่อนข้างชัดเจน: รายงานวันที่ 4 พ.ค. ระบุว่า ETH ต้องรักษาแนวรับ $2,200 ให้ได้ ส่วนการทะลุเหนือ $2,400 อาจเปิดทางให้รีบาวด์ต่อไปถึง $2,800 . ขณะเดียวกัน อัปเดตวันที่ 8 พ.ค. ก็ชี้ว่า $2,400 เป็นแนวต้านระยะสั้นสำคัญเช่นกัน ขณะที่ ETH ยังซื้อขายต่ำกว่า $2,300 .
สำหรับคนที่ติดตามราคา กรอบอ่านเกมจึงเป็นแบบนี้:
สิ่งสำคัญคือไม่ควรยึดเงินไหลออกเพียงวันเดียวเป็นเทรนด์ถาวร หลังจากวันที่ 23 เม.ย. ที่ ETF ไหลออก รายงานระบุว่า spot Ethereum ETFs กลับมามีเงินไหลเข้าสุทธิ $23.3807 ล้านในวันที่ 24 เม.ย. . แต่หลังจากนั้นแรงกดดันกลับมาอีก โดยวันที่ 28 เม.ย. มีเงินไหลออกสุทธิประมาณ $21.8 ล้าน และวันที่ 30 เม.ย. มีเงินไหลออกสุทธิ $23.6426 ล้าน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันของเงินไหลออก .
ภาพรวมจึงไม่ใช่เส้นตรงว่าบวกหรือลบทั้งหมด แต่เป็นกระแสเงินที่แกว่งแรง หาก ETH จะตั้งหลักได้ ตลาดน่าจะต้องเห็นหลักฐานว่า ETF ไม่ได้ไหลออกต่อเนื่อง และดีมานด์ในตลาดสปอตเพียงพอรับความกังวลจากฝั่งวาฬ
เหตุผลหลักที่ Ethereum หลุดต่ำกว่า $2,300 คือเรื่องกระแสเงิน ETF ที่อ่อนลงในจังหวะเดียวกับโมเมนตัมเทคนิคที่เปราะอยู่แล้ว ส่วนกิจกรรมวาฬช่วยเพิ่มความระมัดระวัง แต่ข้อมูลยังปนกัน มีทั้งความเสี่ยงจากการโอนเหรียญเข้า exchange และหลักฐานว่ากระเป๋ารายใหญ่บางส่วนสะสม ETH ใกล้โซน $2,300 .
ระยะสั้น ภาพของ ETH ยังเอน bearish-to-neutral ตราบใดที่ราคาอยู่ใต้ $2,400 การกลับไปยืนเหนือระดับนี้จะช่วยลดแรงกดดัน ขณะที่การหลุดแนวรับ $2,200 จะทำให้ความเสี่ยงขาลงกลับมาเด่นอีกครั้ง .