บิตคอยน์ปรับลงมาใกล้ 84,600 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม หลังแรงขึ้นไปทดสอบระดับ 87,000 ดอลลาร์เริ่มหมดแรง รายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาดช่วยหนุนราคาในตอนแรก เพราะตลาดลดความคาดหวังว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอีก แต่แนวต้านแถว 87,000 ดอลลาร์และแรงขายทำกำไรขัดจังหวะการขึ้น ก่อนที่การปิดสถานะเลเวอเรจจะยิ่งเร่งให้ราคาย่อตัว
2
3
6
ทำไมตัวเลขจ้างงานอ่อนแอจึงหนุนราคาได้แค่ช่วงสั้น ๆ
นายจ้างสหรัฐฯ เพิ่มตำแหน่งงาน 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ตามรายงานที่อ้างถึง ตัวเลขดังกล่าวกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลงชั่วคราว ขณะที่นักลงทุนปรับมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ย บิตคอยน์จึงขยับขึ้นเหนือ 87,000 ดอลลาร์ได้ช่วงหนึ่ง แต่แรงขายที่รออยู่ในสมุดคำสั่งซื้อขายบริเวณแนวต้านจำกัดการขึ้นต่อ
2
3
อย่างไรก็ตาม ข่าวเศรษฐกิจที่ดูเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงไม่ได้รับประกันว่าราคาจะขึ้นต่อเนื่อง รายงานยังระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรฟื้นกลับขึ้นมาในภายหลัง สะท้อนว่าความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยและการเคลื่อนไหวในตลาดพันธบัตรอาจหักล้างแรงหนุนช่วงแรกจากตัวเลขจ้างงานได้
12
การล้างสถานะบอกอะไรเกี่ยวกับความเสี่ยง
การกลับตัวของราคาทำให้เกิดการปิดสถานะบังคับในตลาดอนุพันธ์คริปโตประมาณ 433.6 ล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมง โดยรายงานหนึ่งระบุว่าผู้ที่เดิมพันว่าราคาจะขึ้นรับความเสียหายราวสามในสี่ของยอดดังกล่าว ก่อนหน้านั้น ระหว่างที่ราคาขึ้น สถานะขายชอร์ตบางส่วนก็ถูกปิดไปเช่นกัน ซึ่งช่วยเพิ่มแรงส่งให้ราคาในขาขึ้น
6
20
การล้างสถานะจึงเป็นตัวอย่างว่าการใช้เลเวอเรจขยายการแกว่งของราคาได้ทั้งสองทาง: การปิดชอร์ตอาจเติมแรงซื้อให้ราคาวิ่งขึ้น แต่เมื่อราคาลดลง สถานะซื้อที่ใช้เลเวอเรจอาจถูกบังคับปิดและเพิ่มแรงขาย อย่างไรก็ดี ข้อมูลการล้างสถานะเพียงอย่างเดียวไม่ได้ยืนยันว่าทิศทางระยะยาวของตลาดเปลี่ยนไปแล้ว
ตัวเลข open interest ในตลาดฟิวเจอร์สก็ควรอ่านอย่างระมัดระวัง ข้อมูลชุดหนึ่งแสดง open interest ของฟิวเจอร์สบิตคอยน์ราว 53,600 ล้านดอลลาร์ ขณะที่บทวิเคราะห์วันที่ 30 กันยายนระบุว่า open interest รวมซึ่งวัดเป็นจำนวนบิตคอยน์อยู่ในระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม ตัวเลขเหล่านี้มาจากคนละช่วงเวลาและใช้หน่วยวัดต่างกัน จึงยังใช้ยืนยันไม่ได้ว่าเลเวอเรจสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ชี้ให้เห็นว่าควรพิจารณาวันที่ หน่วยวัด และข้อมูลการล้างสถานะประกอบกัน
29
32
แรงขายจากวาฬและระดับราคาที่ตลาดจับตา
นักวิเคราะห์ที่ Lookonchain อ้างถึงมองว่าแรงขายทำกำไรจากผู้ถือรายใหญ่ หรือ “วาฬ” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดราคาไว้ใกล้ 87,000 ดอลลาร์ และระบุบริเวณ 82,500 ดอลลาร์เป็นแนวรับที่ควรติดตาม ทั้งสองระดับเป็นเพียงจุดที่ตลาดเฝ้าดู ไม่ใช่พื้นหรือเพดานราคาที่รับประกันได้
30
หากต้องการเห็นการฟื้นตัวที่แข็งแรงขึ้น บิตคอยน์จำเป็นต้องผ่านแนวต้านแถว 87,000 ดอลลาร์ให้ได้ ส่วนกรณีราคาปรับลง บริเวณ 82,500 ดอลลาร์เป็นหนึ่งในระดับที่นักวิเคราะห์ชี้ไว้ การยืนเหนือหรือหลุดระดับดังกล่าวเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปภาพรวมระยะยาว
6
30
เงินไหลเข้า ETF และทิศทางเฟดยังเป็นตัวแปร
รายงานเกี่ยวกับกองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ ให้ภาพกระแสเงินที่ไม่สม่ำเสมอ: รายงานหนึ่งระบุเงินไหลออกเมื่อวันที่ 30 กันยายน ขณะที่อีกรายงานระบุเงินไหลเข้าในวันที่ 1 ตุลาคม ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลคนละวัน จึงสะท้อนความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป มากกว่าจะยืนยันว่าเงินกำลังไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง
24
25
อัตราดอกเบี้ยก็เป็นอีกแรงที่ตลาดต้องชั่งน้ำหนัก เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 จุดพื้นฐานในเดือนกันยายน และมีกำหนดประชุมครั้งถัดไปวันที่ 27–28 ตุลาคม ข้อมูลจ้างงานที่อ่อนแอทำให้ตลาดปรับความคาดหวัง แต่ไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าเฟดจะเลือกทำอย่างไรในที่สุด
6
8
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนระยะใกล้ การปรับลงในช่วงแรกช่วยหนุนการขึ้นของบิตคอยน์ ส่วนการฟื้นตัวของอัตราผลตอบแทนอาจกลับมากดดันสินทรัพย์เสี่ยงได้
2
12
สรุป: การย่อตัวครั้งนี้ยังไม่ใช่คำตอบของทิศทางระยะยาว
การเคลื่อนจากบริเวณ 87,000 ดอลลาร์ลงมาใกล้ 84,600 ดอลลาร์ อธิบายได้ว่าเป็นการขึ้นไปเจอแนวต้าน ก่อนแรงขายและการปิดสถานะเลเวอเรจจะขยายการปรับฐาน มากกว่าจะเป็นข้อสรุปว่าทิศทางระยะยาวของบิตคอยน์เปลี่ยนแล้ว สิ่งที่ควรติดตามคือราคาจะกลับไปยืนเหนือแนวต้านได้หรือไม่ จะรับมือบริเวณแนวรับที่ถูกจับตาอย่างไร และความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ย อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และกระแสเงิน ETF จะให้แรงหนุนที่ต่อเนื่องขึ้นหรือไม่