บิตคอยน์ขึ้นไปแตะ 86,913 ดอลลาร์เมื่อ 2 ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 23 ก.ย. หลังแรงขายสะสมบริเวณ 85,000 ดอลลาร์ถูกดูดซับ แรงซื้อคืนจากผู้ที่เดิมพันว่าราคาจะลงและเงินไหลเข้า ETF ช่วยเร่งการขยับขึ้น ขณะเดียวกัน ตัวเลขเงินเฟ้อที่อ่อนกว่าคาดและความคาดหวังเรื่องทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ก็ช่วยหนุนความอยากลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
1
3
8
17
19
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าแรลลีจะอยู่ได้นาน เพราะกระแสเงินเข้าออกกองทุนยังผันผวน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงสูง และบทเรียนจากเดือน ต.ค. 2025 ก็ชี้ว่าแนวโน้มตามฤดูกาลไม่ใช่หลักประกันว่าราคาจะขึ้นเสมอ
1
3
8
17
19
อะไรดันบิตคอยน์เข้าใกล้ 87,000 ดอลลาร์
แรงขายก้อนใหญ่บริเวณ 85,000 ดอลลาร์เคยเป็นด่านขวางราคา แต่เมื่อคำสั่งขายเหล่านั้นถูกซื้อไปหรือถูกยกเลิก บิตคอยน์ก็ทะลุระดับดังกล่าว และออกจากกรอบ 82,500–85,700 ดอลลาร์ที่เคลื่อนไหวอยู่ในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้า ตามรายงานตลาด
3
อีกแรงที่อาจเร่งการขึ้นคือการล้างสถานะชอร์ต หรือการบังคับปิดสถานะของนักลงทุนที่เดิมพันว่าราคาจะลดลง เมื่อผู้ถือสถานะเหล่านี้ต้องซื้อกลับ คำสั่งซื้อก็อาจเพิ่มแรงกดดันขาขึ้น ในช่วง 24 ชั่วโมงที่รายงานเมื่อ 2 ต.ค. สถานะชอร์ตคิดเป็นมูลค่า 244 ล้านดอลลาร์ จากการล้างสถานะในตลาดคริปโตรวม 333 ล้านดอลลาร์
1
แรงซื้อคืนช่วยอธิบายได้ว่าทำไมราคาจึงขยับขึ้นเร็ว แต่ไม่ได้ยืนยันด้วยตัวเองว่ามีผู้ซื้อระยะยาวเข้ามารองรับตลาดมากขึ้น
เงินไหลเข้า ETF ช่วยพยุง แต่ยังไม่ใช่กระแสทางเดียว
กองทุน spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นกองทุนที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์และลงทุนอิงบิตคอยน์โดยตรง มีเงินไหลเข้าสุทธิ 102.7 ล้านดอลลาร์เมื่อ 1 ต.ค. ก่อนหน้านั้น กองทุนมียอดเงินไหลเข้าสุทธิรวมราว 3,100 ล้านดอลลาร์ตลอด 9 วันซื้อขาย แต่ช่วงดังกล่าวสิ้นสุดลงเมื่อมีเงินไหลออก 148.7 ล้านดอลลาร์ในวันที่ 30 ก.ย.
1
18 ขณะที่ยอดรวมตลอดเดือน ก.ย. ยังเป็นเงินไหลเข้าสุทธิ 2,650 ล้านดอลลาร์ ตามรายงานข้อมูลกองทุน
48
ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ว่าความต้องการลงทุนกลับมา แต่กระแสเงินยังไม่สม่ำเสมอ เงินไหลเข้าเพียงวันเดียวหลังจากมีเงินไหลออกก้อนใหญ่ยังไม่พอจะยืนยันว่าแรงซื้อจะต่อเนื่อง หากมีผู้ซื้อในตลาดปัจจุบันเข้ามาสม่ำเสมอ ก็จะเป็นฐานรองรับที่หนักแน่นกว่าแรลลีซึ่งขับเคลื่อนด้วยการปิดสถานะชอร์ตเป็นหลัก
เงินเฟ้อช่วยหนุนความเชื่อมั่น แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยังเป็นแรงต้าน
ดัชนีราคา PCE พื้นฐานของสหรัฐฯ ในเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้ 3.3% ตัวเลขเงินเฟ้อที่เบากว่าคาดช่วยลดความกังวลว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกในเดือน ต.ค. ขณะที่ข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนแอก็ทำให้ตลาดปรับมุมมองต่อดอกเบี้ย
17
21 หากตลาดคาดว่าเส้นทางดอกเบี้ยจะตึงตัวน้อยลง สินทรัพย์เสี่ยงก็อาจได้รับแรงหนุน แต่ไม่ได้รับประกันว่าบิตคอยน์จะขึ้นต่อ
อีกด้านหนึ่ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูง และบิตคอยน์ปรับขึ้นแม้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกเทขาย
1
19
22 หากตัวเลขเงินเฟ้อหรือความคาดหวังต่อนโยบาย Fed เปลี่ยนทิศ หรืออัตราผลตอบแทนยังสูงต่อเนื่อง แรงหนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงก็อาจลดลง ข้อมูลที่มีอยู่สะท้อนเพียงการเปลี่ยนแปลงของมุมมองตลาด ไม่ใช่ข้อสรุปที่แน่นอนว่า Fed จะตัดสินใจอย่างไร
19
21
ทำไมคำว่า “Uptober” จึงใช้ทำนายตลาดไม่ได้
การเทขายในเดือน ต.ค. 2025 เป็นตัวอย่างล่าสุดว่าความเชื่อเรื่องฤดูกาลอาจพลาดได้ หลังแรงกระแทกจากประเด็นภาษีศุลกากรกระตุ้นการล้างสถานะครั้งใหญ่ บิตคอยน์ปิดเดือนในแดนลบ และยุติสถิติปรับขึ้นในเดือน ต.ค. ต่อเนื่อง 7 ปี
31
44
ประวัติดังกล่าวไม่ได้บอกว่าบิตคอยน์จะเคลื่อนไหวอย่างไรในเดือนนี้ แต่เตือนว่าแรงซื้อขายที่ใช้เลเวอเรจและข่าวไม่คาดคิดสามารถพลิกบรรยากาศเชิงบวกได้อย่างรวดเร็ว
สัญญาณที่ควรติดตามต่อ
สิ่งที่น่าจับตาคือเงินไหลเข้า spot ETF จะต่อเนื่องหรือไม่ และบิตคอยน์จะรักษาระดับที่เพิ่งทะลุขึ้นมาได้หรือเปล่า หากราคาขึ้นจากการที่นักลงทุนทยอยปิดชอร์ตเป็นหลัก แรงส่งอาจแผ่วลงเมื่อสถานะเหล่านั้นถูกปิดไปแล้ว แต่ถ้ามีแรงซื้อใหม่เข้ามาต่อเนื่อง แรลลีก็จะมีฐานรองรับที่แข็งแรงกว่า ถึงอย่างนั้น การขยับขึ้นเมื่อ 2 ต.ค. เพียงวันเดียวยังตอบไม่ได้ว่าแนวโน้มจะยืนระยะได้หรือไม่
1
8
18
สรุป: การขึ้นใกล้ 87,000 ดอลลาร์มีแรงหนุนหลายด้าน ทั้งแรงขายแถว 85,000 ดอลลาร์ที่เบาบางลง การปิดสถานะชอร์ต เงินไหลเข้า ETF และความคาดหวังเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยที่ลดลง แต่หลักฐานยังมีทั้งด้านบวกและความเสี่ยง จึงควรมองการขยับครั้งนี้เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ มากกว่าจะถือว่าเป็นการทะลุแนวต้านที่ยืนยันแล้วว่าจะไปต่อได้