หุ้น Apple ปรับขึ้นราว 1.5–2.2% ในรายงานการซื้อขายที่อ้างถึง หลังบริษัททำสถิติรายได้ไตรมาสเดือนมิถุนายนที่ 109.4 พันล้านดอลลาร์ และ Rothschild & Co. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2026 Apple จะยกเลิก Core Technology Fee แบบคิดตามจำนวนการติดตั้ง สำหรับแอปที่เผยแพร่นอก App Store ในสหภาพยุโรป และเปลี่ยนเป็นค่าคอมมิชชัน 5% จากธ...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Why did Apple shares rise nearly 3% despite a mixed technology market, and how do the company’s European App Store fee changes—eliminating t. Article summary: Apple’s rise was primarily a re-rating of its outlook, not a broad technology rally: investors focused on strong earnings, a more credible AI/product roadmap, lower perceived EU regulatory risk, and Rothschild & Co Redbu. Topic tags: general, general web, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers
การปรับขึ้นของหุ้น Apple ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแรงส่งจากหุ้นเทคโนโลยีทั้งตลาด แต่เป็นการที่นักลงทุน “ตีมูลค่าอนาคต” ของบริษัทใหม่ โดยมองว่า Apple อาจกำลังเข้าสู่รอบการเติบโตระยะถัดไปจาก 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ผลประกอบการที่แข็งแกร่ง กลยุทธ์ AI ที่ดูมีความหวังมากขึ้น การปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียม App Store ในยุโรป และโอกาสเปิดตัวฮาร์ดแวร์ระดับพรีเมียมรุ่นใหม่
รายงานการซื้อขายที่อ้างถึงระบุว่าหุ้น Apple เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5–2.2% ขณะที่ Rothschild & Co. Redburn ปรับคำแนะนำจาก Neutral เป็น Buy และเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 260 ดอลลาร์เป็น 400 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การขยับขึ้นครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นต่อสิ่งที่ Apple อาจทำได้ในอนาคต มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่าความสำเร็จเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วทั้งหมด
Apple รายงานรายได้ไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 2026 ซึ่งเป็นไตรมาสสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 109.4 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน ขณะที่กำไรต่อหุ้นปรับลดอยู่ที่ 2.02 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29%
รายได้จาก iPhone เพิ่มขึ้น 22% เป็น 54.3 พันล้านดอลลาร์ ส่วน Mac และ Services ต่างทำสถิติสูงสุดสำหรับไตรมาสเดือนมิถุนายนเช่นกัน ผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้นักลงทุนมีเหตุผลที่จับต้องได้ในการมองข้ามความอ่อนแอระยะสั้นของตลาด เพราะการเติบโตไม่ได้อาศัยเพียงข่าวลือเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในอนาคต แต่เกิดขึ้นแล้วในธุรกิจหลักของบริษัท
แต่ภาพรวมไม่ได้ไร้จุดต้องระวัง รายได้จาก Services อยู่ที่ประมาณ 30.7 พันล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าประมาณการนักวิเคราะห์ที่ 31.22 พันล้านดอลลาร์ และอัตรากำไรขั้นต้นได้รับแรงหนุนจากเงินคืนภาษีศุลกากร นักลงทุนจึงยังต้องดูว่าการเติบโตของ Services และอัตรากำไรจะยืนระยะได้เพียงใดเมื่อไม่มีปัจจัยช่วยเหลือครั้งเดียวเช่นนี้
Apple ระบุว่าเงื่อนไขใหม่สำหรับสหภาพยุโรปจะเริ่มมีผลวันที่ 1 ตุลาคม 2026 โดยยกเลิก Core Technology Fee ซึ่งเดิมเป็นค่าธรรมเนียมที่คิดตามจำนวนการติดตั้งสำหรับแอปบางประเภทที่เผยแพร่นอก App Store แล้วเปลี่ยนเป็น Core Technology Commission อัตรา 5% จากธุรกรรมดิจิทัลของแอปที่เผยแพร่ผ่านช่องทางอื่น เช่น มาร์เก็ตเพลสทางเลือกหรือเว็บไซต์
บริษัทจะยกเลิกค่าธรรมเนียมการได้มาซึ่งผู้ใช้ครั้งแรกและค่าบริการร้านค้า พร้อมปรับอัตราค่าธรรมเนียมตามเส้นทางที่นักพัฒนาเลือกใช้ ดังนี้
สาระสำคัญจึงไม่ใช่การที่ Apple ยกเลิกการหารายได้จากระบบซอฟต์แวร์ของ iPhone แต่เป็นการเปลี่ยนจากโครงสร้างที่ซับซ้อนและมีค่าธรรมเนียมต่อการติดตั้ง ไปสู่ค่าคอมมิชชันที่ผูกกับธุรกรรมดิจิทัลและช่องทางการจัดจำหน่ายมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นความพยายามของ Apple ในการตอบสนองต่อ Digital Markets Act หรือ DMA ซึ่งเป็นกฎหมายของสหภาพยุโรปที่มุ่งควบคุมบริษัทแพลตฟอร์มขนาดใหญ่และเปิดทางให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น เงื่อนไขใหม่ทำให้การใช้ช่องทางจัดจำหน่ายและระบบชำระเงินทางเลือกดูง่ายและคาดการณ์ต้นทุนได้มากขึ้นบนกระดาษ
สำหรับนักลงทุน นี่อาจช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่อาจกระทบรายได้อย่างฉับพลัน แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าความขัดแย้งกับ EU สิ้นสุดลงแล้ว ประเด็นสำคัญคือค่าคอมมิชชันและเงื่อนไขใหม่สร้างการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ไม่ใช่เพียงเปลี่ยนชื่อหรือวิธีคำนวณค่าธรรมเนียม
รายงานที่มีอยู่สะท้อนความพยายามปฏิบัติตามกฎของ Apple แต่ยังไม่ได้ยืนยันว่าหน่วยงาน EU ให้ข้อสรุปสุดท้ายว่าข้อกังวลทั้งหมดได้รับการแก้ไขแล้ว ดังนั้นแรงกดดันด้านกฎระเบียบอาจลดลงบางส่วน แต่ยังไม่หายไปโดยสมบูรณ์
Rothschild & Co. Redburn เชื่อมโยงการปรับคำแนะนำของ Apple กับตัวขับเคลื่อนการเติบโต 2 ด้าน ได้แก่ การขยับเข้าสู่ตลาดสมาร์ตโฟนพับได้ระดับพรีเมียม และการปรับแนวทางด้าน AI ของบริษัท โดย Redburn คาดการณ์ว่ายอดขาย iPhone อาจเติบโตเฉลี่ยราว 12% ต่อปีไปจนถึงปีงบประมาณ 2030 และประเมินว่ายอดขายบางช่วงจะสูงกว่าคาดการณ์ของตลาด
ประเด็น AI ของ Apple ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเป็นผู้สร้างโมเดล AI ชั้นแนวหน้ารายใหญ่ที่สุด แต่เป็นเรื่องของการนำ AI ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั่วทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการ หาก Siri ฉลาดและมีประโยชน์ขึ้น รวมถึงฟีเจอร์ AI มีความน่าเชื่อถือ ก็อาจช่วยให้ผู้ใช้เปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ รักษาฐานลูกค้า และใช้งาน Services มากขึ้น
แต่จุดนี้ยังเป็นศักยภาพ ไม่ใช่รายได้ที่พิสูจน์แล้ว ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้รู้สึกว่า AI ของ Apple มีประโยชน์จริงในชีวิตประจำวันหรือไม่ รวมถึงการที่บริษัทสามารถสร้างความแตกต่างได้ แม้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีหรือโมเดลจากพันธมิตรภายนอกบางส่วน
ส่วน iPhone แบบพับได้อาจสร้างหมวดสินค้าระดับพรีเมียมใหม่และดันราคาขายเฉลี่ยต่อเครื่องให้สูงขึ้น แต่ในข้อมูลที่อ้างถึง ผลิตภัณฑ์นี้ยังเป็นสมมติฐานในวิทยานิพนธ์การลงทุน ไม่ใช่ผลลัพธ์เชิงพาณิชย์ที่ยืนยันแล้ว ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับอัตราผลิตที่ได้มาตรฐาน ความทนทาน ความน่าเชื่อถือของจอและบานพับ ราคา และความต้องการของผู้บริโภค
ความเสี่ยงหลักคือราคาหุ้นอาจกำลังสะท้อนสมมติฐานเชิงบวกหลายข้อพร้อมกัน Apple ต้องรักษาแรงส่งของ iPhone ทำให้ AI กลายเป็นคุณค่าที่ลูกค้ามองเห็น ขยาย Services ในอัตราที่แข็งแรง และเปิดตัวฮาร์ดแวร์ใหม่โดยไม่กระทบอัตรากำไรหรือชื่อเสียงด้านความน่าเชื่อถือ
หากรอบการเปิดตัว iPhone ครั้งถัดไปเติบโตเพียงระดับปกติ หรือ AI ไม่สามารถกระตุ้นการใช้งานและรายได้จากบริการได้ตามคาด นักลงทุนอาจเริ่มตั้งคำถามกับมูลค่าหุ้นที่สูง ความผิดหวังเพียงด้านใดด้านหนึ่งจึงอาจทำให้การประเมินมูลค่าถูกปรับลงได้
มุมมองขาลงที่ชัดเจนมาจาก Edison Lee นักวิเคราะห์ของ Jefferies ซึ่งปรับ Apple เป็น Underperform และลดราคาเป้าหมายจาก 285.56 ดอลลาร์เหลือ 263.66 ดอลลาร์ โดยกังวลว่าการนำรูปแบบ iPhone ใหม่ออกสู่ตลาดทำได้ยากกว่าที่คาด และการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานชี้ว่าแผน iPhone แบบกระจกทั้งเครื่องอาจถูกยกเลิกเนื่องจากปัญหาการผลิต
รายงานนี้ควรตีความว่าเป็นมุมมองของนักวิเคราะห์และข้อมูลจากห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่การยืนยันจาก Apple ถึงกระนั้นก็สะท้อนข้อโต้แย้งสำคัญต่อแรงซื้อในปัจจุบัน นั่นคือการรักษาราคาพรีเมียมทำได้ยาก หากความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ความเป็นไปได้ในการผลิต หรือความต้องการของผู้บริโภคไม่เป็นไปตามคาด
การปรับขึ้นของ Apple อธิบายได้ในฐานะการเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของบริษัท งบไตรมาส 3 แสดงให้เห็นความแข็งแกร่งของธุรกิจในปัจจุบัน ขณะที่คำแนะนำจาก Redburn เติมเรื่องราวการเติบโตที่ทะเยอทะยานกว่าเดิม และการปรับค่าธรรมเนียมใน EU ช่วยลดแรงกดดันด้านกฎระเบียบลงบางส่วนโดยยังไม่ได้ยุติข้อพิพาทอย่างเด็ดขาด
บททดสอบต่อไปคือความคาดหวังเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นตัวเลขจริงได้หรือไม่ นักลงทุนจะจับตาความต้องการ iPhone การเติบโตของ Services ประโยชน์และการเข้าถึงฟีเจอร์ AI ตลอดจนความสามารถในการผลิต iPhone แบบพับได้ให้มีคุณภาพในราคาที่ผู้บริโภคยอมรับ
ดังนั้น แรงซื้อครั้งนี้ควรถูกมองว่าเป็นความเชื่อมั่นต่อ “บทต่อไป” ของ Apple ไม่ใช่หลักฐานว่าบทนั้นประสบความสำเร็จเรียบร้อยแล้ว
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
หุ้น Apple ปรับขึ้นราว 1.5–2.2% ในรายงานการซื้อขายที่อ้างถึง หลังบริษัททำสถิติรายได้ไตรมาสเดือนมิถุนายนที่ 109.4 พันล้านดอลลาร์ และ Rothschild & Co.
หุ้น Apple ปรับขึ้นราว 1.5–2.2% ในรายงานการซื้อขายที่อ้างถึง หลังบริษัททำสถิติรายได้ไตรมาสเดือนมิถุนายนที่ 109.4 พันล้านดอลลาร์ และ Rothschild & Co. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2026 Apple จะยกเลิก Core Technology Fee แบบคิดตามจำนวนการติดตั้ง สำหรับแอปที่เผยแพร่นอก App Store ในสหภาพยุโรป และเปลี่ยนเป็นค่าคอมมิชชัน 5% จากธุรกรรมดิจิทัล พร้อมกำหนดอัตราค่าคอมมิชชันใหม่ตามช...
มุมมองเชิงบวกอาศัยการเติบโตของ iPhone การพัฒนา AI และ Siri ตลอดจนความเป็นไปได้ของ iPhone แบบพับได้ แต่ความเสี่ยงด้านการผลิต ความต้องการของผู้บริโภค และการทำให้ AI สร้างรายได้จริงยังคงอยู่