วิธีค้นพบ CoSnitch น่าสนใจตรงที่นักวิจัยไม่ได้เริ่มจากการแกะซอฟต์แวร์ภายในของ Copilot โดยตรง Lior Adar จาก Varonis กลับถาม Copilot ซ้ำ ๆ ว่า เหตุใดการโจมตีที่พยายามสั่งให้ระบบทำงานอัตโนมัติจึงไม่ควรสำเร็จ
คำปฏิเสธของ Copilot แต่ละครั้ง reportedly เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกป้องกันของตัวเองมากขึ้น จนในที่สุดระบบเผยพารามิเตอร์ URL ที่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ นั่นคือ autorun=1
Varonis เรียกแนวทางนี้ว่า meta-hacking หรือการใช้คำอธิบายของ AI เกี่ยวกับระบบป้องกันตัวเอง เพื่อค้นหาจุดอ่อนในระบบป้องกันนั้น เทคนิคดังกล่าวเปลี่ยนการโจมตีที่เดิมเป็นเพียงสมมติฐานให้กลายเป็นห่วงโซ่การโจมตีที่นำไปทดสอบได้จริง
อย่างไรก็ตาม autorun=1 เพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด ความเสี่ยงเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างพารามิเตอร์ดังกล่าว กลไกค้นหาหรือรับคำสั่งตามปกติของ Copilot และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลกับเรียกดู URL
Copilot รองรับพารามิเตอร์ URL ที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะอย่าง autorun=1 ซึ่งอาจทำให้พรอมต์ถูกรันทันทีเมื่อหน้าเว็บโหลดขึ้นในเซสชันที่ผู้ใช้ยืนยันตัวตนไว้แล้ว กลไกนี้ไม่ได้แสดงเป็นขั้นตอนขอความยินยอมที่ชัดเจน จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตี
เมื่อใช้ autorun=1 ร่วมกับพารามิเตอร์ค้นหา q= ของ Copilot ผู้โจมตีอาจฝังพรอมต์ไว้ในลิงก์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ เมื่อนำเหยื่อไปเปิดลิงก์ พรอมต์ดังกล่าวก็อาจถูกรันโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องกดยืนยันผ่านขั้นตอนเพิ่มเติมที่เห็นได้ชัด
จุดนี้ทำให้การโจมตีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากบทสนทนาที่ผู้ใช้ตั้งใจเปิดเอง แต่คำสั่งอันตรายสามารถถูกส่งเข้ามาจากหน้าเว็บหรือข้อความภายนอกได้ Copilot จะประมวลผลข้อความของผู้โจมตีภายในเซสชันที่ผู้ใช้ล็อกอินอยู่
พรอมต์ที่ถูกฉีดเข้าไปอาจสั่งให้ Copilot ดึงข้อมูลที่ผู้ใช้อนุญาตให้เข้าถึงผ่านบริการต่าง ๆ จากนั้นเข้ารหัสหรือแปลงข้อมูล และส่งไปยังปลายทางที่ผู้โจมตีควบคุม โดยอาศัยความสามารถของ Copilot ในการเรียกดู URL
ห่วงโซ่เดียวกันยังอาจสั่งให้ Copilot สรุปหน้าเว็บที่ผู้โจมตีควบคุมได้ เนื้อหาบนหน้าเว็บนั้นจึงสามารถแฝงคำสั่งอันตรายเพื่อเขียนลงในหน่วยความจำถาวรของ Copilot ได้ ความเสี่ยงจึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสนทนาครั้งแรก แต่อาจส่งผลต่อการโต้ตอบในภายหลังด้วย
โดยรวมแล้ว CoSnitch รวม 3 ความสามารถที่อันตรายเข้าด้วยกัน ได้แก่ การสั่งทำงานอัตโนมัติ การใช้ข้อมูลที่ผู้ใช้อนุญาตให้ AI เข้าถึง และช่องทางส่งผลลัพธ์ไปยังปลายทางของผู้โจมตี
CoSnitch ไม่ได้เจาะระบบบริการที่เชื่อมต่อทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่ทำงานผ่านสิทธิ์ที่เซสชัน Copilot ของเหยื่อมีอยู่แล้ว ดังนั้นขอบเขตข้อมูลที่อาจถูกเข้าถึงจึงขึ้นอยู่กับแอปพลิเคชันและบัญชีที่ผู้ใช้เชื่อมต่อไว้
ตัวอย่างข้อมูลหรือบริการที่มีการรายงาน ได้แก่ Gmail, Google Drive, OneDrive, ปฏิทิน อีเมล ไฟล์ และประวัติแชตของ Copilot
ผู้ใช้ที่เชื่อมต่อบริการไว้น้อยย่อมมีพื้นผิวการเข้าถึงข้อมูลเล็กกว่า ขณะที่บัญชีซึ่งเปิดให้ Copilot ค้นหาข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลองค์กรจากหลายแหล่ง อาจมีขอบเขตความเสี่ยงกว้างกว่า ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ “สิทธิ์ที่มอบให้ AI” ไม่ใช่เพียงตัว Copilot เพียงอย่างเดียว
Varonis ระบุ CoSnitch ด้วยหมายเลข CVE-2026-24301 และจัดเป็นช่องโหว่ระดับวิกฤต แต่ข้อมูลที่มีไม่ได้ระบุคะแนน CVSS เชิงตัวเลขที่ยืนยันได้ จึงไม่ควรนำคะแนนของ CVE อื่นมาใช้แทนช่องโหว่นี้
Varonis ระบุว่าได้รายงาน CoSnitch ให้ Microsoft ทราบใน เดือนธันวาคม 2025 ส่วนรายงานที่มีระบุว่า Microsoft ออกแพตช์เมื่อ 18 สิงหาคม 2026
เอกสารบางส่วนกล่าวถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบเบื้องต้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แต่หลักฐานที่มีไม่ได้ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวแก้ไขส่วนใดของห่วงโซ่ หรือแตกต่างทางเทคนิคจากการแก้ไขในเดือนสิงหาคมอย่างไร
Varonis ระบุว่ายังไม่พบหลักฐานว่า CoSnitch ถูกนำไปใช้โจมตีจริงในวงกว้าง แหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบยังไม่ยืนยันว่า CVE-2026-24301 ปรากฏอยู่ใน Known Exploited Vulnerabilities Catalog ของ CISA ด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้หมายถึง “ยังไม่มีการโจมตีจริงที่มีเอกสารยืนยันในข้อมูลชุดนี้” ไม่ใช่หลักฐานว่าการโจมตีไม่เคยเกิดขึ้น
งานวิจัยที่แหล่งข้อมูลหลักอธิบายมุ่งเน้นไปที่ Microsoft Copilot Personal หากผู้ใช้เปิด Copilot Personal ขณะล็อกอินหรือเชื่อมต่อกับบริการขององค์กร ข้อมูลระดับองค์กรก็อาจอยู่ในขอบเขตที่ห่วงโซ่การโจมตีพยายามเข้าถึงได้
แต่ประเด็นนี้แตกต่างจากการยืนยันว่า Microsoft 365 Copilot Enterprise มีช่องโหว่เดียวกันโดยตรง แหล่งข้อมูลหนึ่งย้ำความแตกต่างดังกล่าว ขณะที่รายงานรองอีกแหล่งอ้างถึงผลกระทบที่กว้างกว่า หลักฐานที่มีจึงยังไม่เพียงพอจะสรุปความขัดแย้งนี้
ข้อสรุปที่รอบคอบคือ องค์กรควรตรวจสอบสิทธิ์ของบัญชีที่เชื่อมต่อกับ AI และสถานะการอัปเดตระบบ แต่ไม่ควรกล่าวว่า CoSnitch เป็นหลักฐานยืนยันว่า Microsoft 365 Copilot Enterprise มีช่องโหว่เดียวกัน
CoSnitch เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่กว้างขึ้นของ Varonis Threat Labs เกี่ยวกับผู้ช่วย AI ซึ่งสามารถทำงานกับข้อมูลที่ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึงอยู่แล้ว โดยมีประเด็นสำคัญจากงานก่อนหน้า ได้แก่
จุดเด่นของ CoSnitch อยู่ที่วิธีค้นพบช่องโหว่ นักวิจัยไม่ได้เพียงแค่ฝังคำสั่งอันตรายไว้ในคอนเทนต์ แต่ใช้คำอธิบายของ Copilot เองเกี่ยวกับเหตุผลที่การสั่งทำงานอัตโนมัติควรล้มเหลว จนค้นพบกลไกที่ไม่ได้เปิดเผยและทำให้ห่วงโซ่การโจมตีแบบคลิกเดียวเป็นไปได้
การที่องค์ประกอบหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการเปิดเผยข้อมูลจากตัว AI การฉีดพรอมต์ การใช้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ และการแก้ไขหน่วยความจำถาวร จึงทำให้ CoSnitch กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของความเสี่ยงในผู้ช่วย AI ที่เชื่อมต่อกับข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลระดับองค์กร
วิธีค้นพบ CoSnitch น่าสนใจตรงที่นักวิจัยไม่ได้เริ่มจากการแกะซอฟต์แวร์ภายในของ Copilot โดยตรง Lior Adar จาก Varonis กลับถาม Copilot ซ้ำ ๆ ว่า เหตุใดการโจมตีที่พยายามสั่งให้ระบบทำงานอัตโนมัติจึงไม่ควรสำเร็จ
คำปฏิเสธของ Copilot แต่ละครั้ง reportedly เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับกลไกป้องกันของตัวเองมากขึ้น จนในที่สุดระบบเผยพารามิเตอร์ URL ที่ไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ นั่นคือ autorun=1
Varonis เรียกแนวทางนี้ว่า meta-hacking หรือการใช้คำอธิบายของ AI เกี่ยวกับระบบป้องกันตัวเอง เพื่อค้นหาจุดอ่อนในระบบป้องกันนั้น เทคนิคดังกล่าวเปลี่ยนการโจมตีที่เดิมเป็นเพียงสมมติฐานให้กลายเป็นห่วงโซ่การโจมตีที่นำไปทดสอบได้จริง
อย่างไรก็ตาม autorun=1 เพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำอธิบายทั้งหมด ความเสี่ยงเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างพารามิเตอร์ดังกล่าว กลไกค้นหาหรือรับคำสั่งตามปกติของ Copilot และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลกับเรียกดู URL
Copilot รองรับพารามิเตอร์ URL ที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะอย่าง autorun=1 ซึ่งอาจทำให้พรอมต์ถูกรันทันทีเมื่อหน้าเว็บโหลดขึ้นในเซสชันที่ผู้ใช้ยืนยันตัวตนไว้แล้ว กลไกนี้ไม่ได้แสดงเป็นขั้นตอนขอความยินยอมที่ชัดเจน จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตี
เมื่อใช้ autorun=1 ร่วมกับพารามิเตอร์ค้นหา q= ของ Copilot ผู้โจมตีอาจฝังพรอมต์ไว้ในลิงก์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษ เมื่อนำเหยื่อไปเปิดลิงก์ พรอมต์ดังกล่าวก็อาจถูกรันโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องกดยืนยันผ่านขั้นตอนเพิ่มเติมที่เห็นได้ชัด
จุดนี้ทำให้การโจมตีไม่จำเป็นต้องเริ่มจากบทสนทนาที่ผู้ใช้ตั้งใจเปิดเอง แต่คำสั่งอันตรายสามารถถูกส่งเข้ามาจากหน้าเว็บหรือข้อความภายนอกได้ Copilot จะประมวลผลข้อความของผู้โจมตีภายในเซสชันที่ผู้ใช้ล็อกอินอยู่
พรอมต์ที่ถูกฉีดเข้าไปอาจสั่งให้ Copilot ดึงข้อมูลที่ผู้ใช้อนุญาตให้เข้าถึงผ่านบริการต่าง ๆ จากนั้นเข้ารหัสหรือแปลงข้อมูล และส่งไปยังปลายทางที่ผู้โจมตีควบคุม โดยอาศัยความสามารถของ Copilot ในการเรียกดู URL
ห่วงโซ่เดียวกันยังอาจสั่งให้ Copilot สรุปหน้าเว็บที่ผู้โจมตีควบคุมได้ เนื้อหาบนหน้าเว็บนั้นจึงสามารถแฝงคำสั่งอันตรายเพื่อเขียนลงในหน่วยความจำถาวรของ Copilot ได้ ความเสี่ยงจึงอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การสนทนาครั้งแรก แต่อาจส่งผลต่อการโต้ตอบในภายหลังด้วย
โดยรวมแล้ว CoSnitch รวม 3 ความสามารถที่อันตรายเข้าด้วยกัน ได้แก่ การสั่งทำงานอัตโนมัติ การใช้ข้อมูลที่ผู้ใช้อนุญาตให้ AI เข้าถึง และช่องทางส่งผลลัพธ์ไปยังปลายทางของผู้โจมตี
CoSnitch ไม่ได้เจาะระบบบริการที่เชื่อมต่อทั้งหมดด้วยตัวเอง แต่ทำงานผ่านสิทธิ์ที่เซสชัน Copilot ของเหยื่อมีอยู่แล้ว ดังนั้นขอบเขตข้อมูลที่อาจถูกเข้าถึงจึงขึ้นอยู่กับแอปพลิเคชันและบัญชีที่ผู้ใช้เชื่อมต่อไว้
ตัวอย่างข้อมูลหรือบริการที่มีการรายงาน ได้แก่ Gmail, Google Drive, OneDrive, ปฏิทิน อีเมล ไฟล์ และประวัติแชตของ Copilot
ผู้ใช้ที่เชื่อมต่อบริการไว้น้อยย่อมมีพื้นผิวการเข้าถึงข้อมูลเล็กกว่า ขณะที่บัญชีซึ่งเปิดให้ Copilot ค้นหาข้อมูลส่วนตัวหรือข้อมูลองค์กรจากหลายแหล่ง อาจมีขอบเขตความเสี่ยงกว้างกว่า ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ “สิทธิ์ที่มอบให้ AI” ไม่ใช่เพียงตัว Copilot เพียงอย่างเดียว
Varonis ระบุ CoSnitch ด้วยหมายเลข CVE-2026-24301 และจัดเป็นช่องโหว่ระดับวิกฤต แต่ข้อมูลที่มีไม่ได้ระบุคะแนน CVSS เชิงตัวเลขที่ยืนยันได้ จึงไม่ควรนำคะแนนของ CVE อื่นมาใช้แทนช่องโหว่นี้
Varonis ระบุว่าได้รายงาน CoSnitch ให้ Microsoft ทราบใน เดือนธันวาคม 2025 ส่วนรายงานที่มีระบุว่า Microsoft ออกแพตช์เมื่อ 18 สิงหาคม 2026
เอกสารบางส่วนกล่าวถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบเบื้องต้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แต่หลักฐานที่มีไม่ได้ยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวแก้ไขส่วนใดของห่วงโซ่ หรือแตกต่างทางเทคนิคจากการแก้ไขในเดือนสิงหาคมอย่างไร
Varonis ระบุว่ายังไม่พบหลักฐานว่า CoSnitch ถูกนำไปใช้โจมตีจริงในวงกว้าง แหล่งข้อมูลที่ตรวจสอบยังไม่ยืนยันว่า CVE-2026-24301 ปรากฏอยู่ใน Known Exploited Vulnerabilities Catalog ของ CISA ด้วย อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงนี้หมายถึง “ยังไม่มีการโจมตีจริงที่มีเอกสารยืนยันในข้อมูลชุดนี้” ไม่ใช่หลักฐานว่าการโจมตีไม่เคยเกิดขึ้น
งานวิจัยที่แหล่งข้อมูลหลักอธิบายมุ่งเน้นไปที่ Microsoft Copilot Personal หากผู้ใช้เปิด Copilot Personal ขณะล็อกอินหรือเชื่อมต่อกับบริการขององค์กร ข้อมูลระดับองค์กรก็อาจอยู่ในขอบเขตที่ห่วงโซ่การโจมตีพยายามเข้าถึงได้
แต่ประเด็นนี้แตกต่างจากการยืนยันว่า Microsoft 365 Copilot Enterprise มีช่องโหว่เดียวกันโดยตรง แหล่งข้อมูลหนึ่งย้ำความแตกต่างดังกล่าว ขณะที่รายงานรองอีกแหล่งอ้างถึงผลกระทบที่กว้างกว่า หลักฐานที่มีจึงยังไม่เพียงพอจะสรุปความขัดแย้งนี้
ข้อสรุปที่รอบคอบคือ องค์กรควรตรวจสอบสิทธิ์ของบัญชีที่เชื่อมต่อกับ AI และสถานะการอัปเดตระบบ แต่ไม่ควรกล่าวว่า CoSnitch เป็นหลักฐานยืนยันว่า Microsoft 365 Copilot Enterprise มีช่องโหว่เดียวกัน
CoSnitch เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่กว้างขึ้นของ Varonis Threat Labs เกี่ยวกับผู้ช่วย AI ซึ่งสามารถทำงานกับข้อมูลที่ผู้ใช้มีสิทธิ์เข้าถึงอยู่แล้ว โดยมีประเด็นสำคัญจากงานก่อนหน้า ได้แก่
จุดเด่นของ CoSnitch อยู่ที่วิธีค้นพบช่องโหว่ นักวิจัยไม่ได้เพียงแค่ฝังคำสั่งอันตรายไว้ในคอนเทนต์ แต่ใช้คำอธิบายของ Copilot เองเกี่ยวกับเหตุผลที่การสั่งทำงานอัตโนมัติควรล้มเหลว จนค้นพบกลไกที่ไม่ได้เปิดเผยและทำให้ห่วงโซ่การโจมตีแบบคลิกเดียวเป็นไปได้
การที่องค์ประกอบหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการเปิดเผยข้อมูลจากตัว AI การฉีดพรอมต์ การใช้สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ และการแก้ไขหน่วยความจำถาวร จึงทำให้ CoSnitch กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของความเสี่ยงในผู้ช่วย AI ที่เชื่อมต่อกับข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลระดับองค์กร