Olix สตาร์ทอัพชิป AI จากลอนดอน ระดมทุน Series B มูลค่า 312 ล้านดอลลาร์ ที่ มูลค่าบริษัท 3.3 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าจากมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 6 เดือน ก่อตั้งโดย James Dacombe วัย 25 ปี สตาร์ทอัพแห่งนี้กำลังสร้างชิป AI แบบโฟโตนิก (Optical Tensor Processing Units) ที่แทนที่หน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง (HBM) แบบดั้งเดิมด้วย SRAM บนชิป
รอบนี้มี Fundomo จากนิวยอร์กเป็นผู้นำ พร้อมด้วย Arm, Hudson River Trading และ Reed Hastings ผู้ร่วมก่อตั้ง Netflix
กองทุน Sovereign AI Fund ของรัฐบาลสหราชอาณาจักรก็ได้เข้าร่วมลงทุนด้วย
Olix วางแผนที่จะส่งมอบชิปตัวแรกให้กับลูกค้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 และจะใช้เงินทุนเพื่อจ้างวิศวกรประมาณ 80 คนทั่วเมืองเคมบริดจ์และบริสตอล
Volta Infra Holdings สตาร์ทอัพโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ AI อายุเพียง 7 เดือน เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมด้วย การระดมทุน 300 ล้านดอลลาร์ (ครอบคลุม Seed และ Series A) ที่ มูลค่าบริษัท 2.4 พันล้านดอลลาร์ Andreessen Horowitz และ Altimeter Capital เป็นผู้ร่วมนำรอบนี้ โดยมี Nvidia และ Michael Dell เข้าร่วมลงทุนด้วย
นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับ เงินทุนสนับสนุนลูกค้ามูลค่า 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจัดหาโดยบริษัทจัดการสินทรัพย์ Azora และได้เซ็น สัญญาคลาวด์คอมพิวติ้งมูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ ระยะเวลา 6 ปี กับ Anthropic เพื่อสร้าง AI factories ที่ศูนย์ข้อมูลขนาด 133 เมกะวัตต์ของ Bitdeer Technologies ในนอร์เวย์
โครงสร้างของดีลที่ Nvidia ทั้งจัดหาชิปและลงทุนใน Volta นี้ ได้รับการตรวจสอบจากนักวิเคราะห์บางราย ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการจัดหาเงินทุนแบบวงจรปิด (circular financing)
HappyRobot สตาร์ทอัพเอเยนต์ AI จากมาดริด ก้าวเข้าสู่สถานะยูนิคอร์นด้วย Series C มูลค่า 150 ล้านดอลลาร์ ที่ มูลค่าบริษัท 1.2 พันล้านดอลลาร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Pablo Palafox, Javier Palafox และ Luis Paarup สร้างบริษัทเพื่อปรับใช้เอเยนต์ AI อัตโนมัติที่ทำงานที่ซับซ้อนข้ามระบบเสียง อีเมล เอกสาร และระบบองค์กร
รอบนี้นำโดย Prysm Capital และ Eurazeo โดยมีนักลงทุนเดิม a16z, Base10 และ Y Combinator เพิ่มเงินลงทุน รวมถึง Koch Disruptive Technologies, Orange, T.Capital จาก Deutsche Telekom และอื่นๆ
รายได้ของบริษัทเติบโตประมาณ 5 เท่านับตั้งแต่ Series B และปัจจุบันให้บริการลูกค้าองค์กรกว่า 150 ราย รวมถึง DHL, Kuehne + Nagel, Naturgy, Repsol และ Uber
Apple เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ PlasmaSolve ซึ่งเป็นบริษัทด้านวัสดุศาสตร์จากเมืองเบอร์โน สาธารณรัฐเช็ก ที่เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์จำลองพลาสมา ดีลดังกล่าวถูกเปิดเผยผ่านการยื่นเอกสารต่อหน่วยงานกำกับดูแลของ EU และเสร็จสิ้นผ่านบริษัทในเครือของ Apple ในช่วงต้นปี
ผลิตภัณฑ์หลักของ PlasmaSolve คือ MatSight ซึ่งเป็นชุดซอฟต์แวร์ดิจิทัลทวินที่จำลองกระบวนการ PVD และ PECVD ที่ใช้ในการเคลือบผิวโลหะให้บางและทนทาน
Apple ใช้เทคโนโลยี PVD ในการเคลือบอุปกรณ์อยู่แล้ว การเข้าซื้อครั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้ Apple พัฒนาตัวเครื่องที่บางและทนทานมากขึ้นสำหรับ iPhone, Mac และ Apple Watch ในอนาคต
เงื่อนไขทางการเงินไม่ได้ถูกเปิดเผย
รายการต่อไปนี้ที่กล่าวถึงในคำถามต้นฉบับไม่สามารถยืนยันได้อย่างอิสระภายในระยะเวลาการค้นหาที่มี แม้จะสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดที่ทราบ:
ข้อเรียกร้องเหล่านี้มีความเป็นไปได้ แต่ขาดการยืนยันแหล่งที่มาที่เป็นอิสระ หากต้องการตรวจสอบโดยเฉพาะในรายการใดๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมีการค้นหาเพิ่มเติม