หุ้น Tencent ร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 420.40 ดอลลาร์ฮ่องกงในวันที่ 28 พ.ค. บริษัทยังคงใช้กลยุทธ์ตั้งรับ ด้วยการซื้อหุ้นคืนวันละ 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในวันที่ 28 พ.ค.

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What were the key details of Tencent's HKD500 million share buyback on May 28, 2026, including the number of shares repurchased, price range. Article summary: Here are the key details on Tencent's May 28, 2026 buyback and the surrounding context:. Topic tags: general, general web, user generated, news. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Since the ordinary resolution was passed on 13 May 2026, the company has repurchased a total of 9.019 million shares, representing 0.9891% of" source context "TENCENT Repurchases 1.179M Shares for HKD500M" Reference image 2: visual subject "Since the ordinary resolution was passed on 13 May 2026, the company has repurchased a total of 9.019 million shares, representing 0.9891% of" source context "TENCENT Repurchases 1.179M Shares for HKD
หุ้นของเทนเซ็นต์ (Tencent) ได้สร้างจุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ (New 52-Week Low) ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 (พ.ศ. 2569) ที่ราคา 420.40 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเป็นการร่วงลงอย่างหนักจากจุดสูงสุดที่ 683.00 ดอลลาร์ฮ่องกงในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2025
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนั้นเอง บริษัทก็ได้แสดงให้เห็นถึงปฏิกิริยาตอบสนองที่คุ้นเคย นั่นคือการเข้าซื้อหุ้นคืน (Share Buyback) อีก 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
จังหวะการซื้อคืนรายวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ใหญ่กว่า ซึ่งเป็นสัญญาณแห่งความเชื่อมั่นจากฝ่ายบริหาร ในขณะที่ตลาดโดยรวมซึ่งกำลังหวั่นไหวกับแผนการใช้จ่ายด้าน AI เชิงรุกของบริษัท ยังคงลงโทษราคาหุ้นอย่างต่อเนื่อง
ในวันที่ 28 พฤษภาคม เทนเซ็นต์ได้เข้าซื้อหุ้นคืนจำนวน 1.179 ล้านหุ้น ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Stock Exchange) ด้วยต้นทุนรวมประมาณ 501 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง โดยราคาที่ซื้ออยู่ในช่วง 420.40 ถึง 431.20 ดอลลาร์ฮ่องกง ต่อหุ้น นี่เป็นการซื้อโดยตรงที่ระดับราคาต่ำสุดใหม่นั่นเอง
การซื้อหุ้นคืนครั้งนี้ดำเนินการภายใต้มติสามัญ (Ordinary Resolution) ที่ได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2026 นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุมัติ บริษัทได้ซื้อหุ้นคืนสะสมรวมทั้งสิ้น 9.019 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.9891% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด
ซึ่งถือเป็นการเร่งความเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากจำนวน 5.547 ล้านหุ้นที่ได้ซื้อคืนไป ณ วันที่ 22 พฤษภาคม
การปรับตัวลดลงของราคาหุ้นไม่ใช่เรื่องลึกลับแต่อย่างใด มันเป็นปฏิกิริยาจากตลาดที่มีต่อการเดิมพันเชิงกลยุทธ์ครั้งใหญ่ เทนเซ็นต์ได้ประกาศว่าจะ เพิ่มงบลงทุนด้าน AI (AI Capital Expenditure) กว่าสองเท่าเป็นมากกว่า 3.6 หมื่นล้านหยวน (RMB) ในปี 2026 จากที่ใช้ไปราว 1.8 หมื่นล้านหยวนในปี 2025 แม้ว่าการลงทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อเป็นผู้นำในการแข่งขันด้าน AI ของจีน แต่มันก็ส่งผลโดยตรงต่อการบีบอัดอัตรากำไร (Profit Margin) ในระยะใกล้
ผลกระทบนั้นเกิดขึ้นทันที เมื่อแผนการใช้จ่ายนี้ถูกเปิดเผยครั้งแรกในเดือนมีนาคม หุ้นร่วงลงถึง 6.1% ภายในวันเดียว ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับการเติบโตของกำไรที่ชะลอตัวลง นักวิเคราะห์จาก Bernstein ประเมินว่าการใช้จ่ายที่เข้มข้นขึ้นนี้จะนำไปสู่การเติบโตของกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) เพียงระดับกลางถึงสูงเลขตัวเดียวเท่านั้น
ผลประกอบการไตรมาส 1/2026 ซึ่งประกาศไม่นานก่อนการซื้อหุ้นคืนในเดือนพฤษภาคม ได้สะท้อนภาพที่หลากหลายและตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างการลงทุนและการเติบโต:
ประเด็นสำคัญคือ เทนเซ็นต์เปิดเผยว่า การเติบโตของกำไรจากการดำเนินงานแบบ non-IFRS ที่แท้จริงควรอยู่ที่ 17% หากไม่รวมผลกระทบจากการลงทุนในผลิตภัณฑ์ AI ใหม่ๆ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักกำลังถูกบดบังด้วยการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลนี้
แผนการใช้จ่ายด้าน AI คือแรงกดดันหลักที่เป็นข่าวใหญ่ แต่มันไม่ใช่น้ำหนักเพียงอย่างเดียวที่ถ่วงราคาหุ้น ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกำลังถูกกระทบจากสามด้าน
1. พอร์ตการลงทุนที่หดตัว มูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของหุ้นที่เทนเซ็นต์ถืออยู่ในบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ลดลงจาก 6.727 แสนล้านหยวน ณ สิ้นปี 2025 เหลือ 5.471 แสนล้านหยวน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026 ซึ่งเป็นการลดลงถึงประมาณ 1.256 แสนล้านหยวนภายในไตรมาสเดียว ในฐานะบริษัทที่ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ประกอบการและแพลตฟอร์มการลงทุนมายาวนาน การปรับมูลค่าตามราคาตลาด (Mark-to-Market) เช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทที่นักลงทุนรับรู้
2. ความอ่อนแอของตลาดโดยรวม หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีมีความเปราะบางเป็นพิเศษต่อปัจจัยลบจากภายนอก เช่น ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน และความเชื่อมั่นผู้บริโภคภายในประเทศที่ซบเซา ซึ่งส่งผลต่อดัชนีฮั่งเส็ง (Hang Seng Index) โดยรวม และเมื่อ Alibaba และ Tencent ไม่สามารถแสดงวิสัยทัศน์ในการสร้างรายได้จาก AI ที่ชัดเจนในเดือนมีนาคม ทั้งสองบริษัทก็สูญเสียมูลค่าตลาดรวมกันถึง 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในช่วงเวลาเพียง 24 ชั่วโมง
3. รายได้ในไตรมาส 1 ที่พลาดเป้า แม้จะเป็นเรื่องของจังหวะเวลาในการรับรู้รายได้ส่วนหนึ่ง แต่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ตลาดชะลอการลงทุน เมื่อบริษัททุ่มเงินมหาศาลไปกับเทคโนโลยีที่ตลาดมองว่าผลตอบแทนจะเป็นเรื่องระยะยาว ความกังวลว่าการชะลอตัวของอัตรากำไรจะยืดเยื้อจึงยังคงเป็นความหวาดกลัวหลักของตลาด
ฝ่ายบริหารของเทนเซ็นต์ไม่ได้หลีกหนีจากเรื่องเล่าดังกล่าว แต่กลับใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของราคาหุ้นเพื่อเข้าซื้อหุ้นคืนอย่างแข็งขัน ด้วยอัตราวันละ 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกัว นี่คือการสานต่อโปรแกรมที่เคยทำด้วยอัตราการซื้อคืนสูงถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์ฮ่องกงต่อปีในปี 2025 ก่อนที่จะถูกลดขนาดลงเล็กน้อยเพื่อนำเงินไปใช้ในการพัฒนา AI
ความเชื่อมั่นนี้ถูกสื่อสารออกมาอย่างชัดเจน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของเทนเซ็นต์กล่าวในรายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ว่า "ธุรกิจหลักของเรายังคงเติบโตทั้งในด้านการมีส่วนร่วม รายได้ และกำไร ซึ่งเป็นกระแสเงินสดเพื่อนำไปลงทุนใน AI ของเรา" โดยคำสั่งซื้อหุ้นคืนภายใต้กฎการจดทะเบียนของฮ่องกงมาตรฐาน อนุญาตให้บริษัทซื้อหุ้นคืนได้สูงสุดถึง 10% ของจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด
หลังจากการเทขายอย่างต่อเนื่อง นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มมองเห็นความไม่สอดคล้องกัน Morningstar ระบุว่าเทนเซ็นต์ถูกมองว่ามี "มูลค่าต่ำเกินไปอย่างมีนัยสำคัญ" (Significantly Undervalued) และการประเมินมูลค่ายุติธรรมจากหลายฝ่ายก็อยู่ในช่วงระหว่าง 570 ถึง 613 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเป็นส่วนต่างที่สูงมากเมื่อเทียบกับราคาที่ต่ำกว่า 430 ดอลลาร์ฮ่องกง ณ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม
การที่บริษัทเดินหน้าซื้อหุ้นคืนอย่างดุดันที่ระดับราคานี้ ก็คือคำแถลงของมันเองว่า บริษัทเห็นด้วยกับมุมมองนั้นอย่างยิ่ง
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
หุ้น Tencent ร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 420.40 ดอลลาร์ฮ่องกงในวันที่ 28 พ.ค.
หุ้น Tencent ร่วงแตะจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 420.40 ดอลลาร์ฮ่องกงในวันที่ 28 พ.ค. บริษัทยังคงใช้กลยุทธ์ตั้งรับ ด้วยการซื้อหุ้นคืนวันละ 500 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ในวันที่ 28 พ.ค.
ผู้บริหารมองว่าหุ้นมีมูลค่าต่ำเกินไป แต่นักวิเคราะห์ยังคงระมัดระวัง เพราะรายได้ไตรมาส 1 ปี 2026 ที่ 1.965 แสนล้านหยวนต่ำกว่าคาด และมูลค่ายุติธรรมของพอร์ตการลงทุนที่ลดลง 1.256 แสนล้านหยวนก็เพิ่มแรงกดดัน [19][60]