กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 13% เป็น 1.09 พันล้านยูโร และกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 20% เป็น 1.14 ยูโร บริษัทมีกระแสเงินสดอิสระจากธุรกิจอุตสาหกรรม 1.1 พันล้านยูโร
แม้ EBIT ตามรายงานที่ราว 1.5 พันล้านยูโรจะต่ำกว่าค่าคาดการณ์เฉลี่ยของนักวิเคราะห์ที่ 1.6 พันล้านยูโรเล็กน้อย แต่ผลกำไรที่ปรับแล้ว รวมถึงการยืนยันเป้าหมายอัตรากำไรทั้งปี ช่วยสร้างความมั่นใจให้ตลาด
ประเด็นที่ตลาดจับตามากที่สุดคือสถานการณ์ในจีน ยอดขายรถยนต์นั่ง Mercedes-Benz ในจีนไตรมาส 2 ลดลง 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2025 เหลือประมาณ 98,600 คัน
บริษัทอธิบายว่าตลาดกำลังเผชิญ “การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น” ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าท้องถิ่นของจีนกำลังแย่งส่วนแบ่งในตลาดรถยนต์หรู ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นแหล่งสร้างกำไรที่สำคัญของ Mercedes-Benz
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ Mercedes-Benz ปรับลดคาดการณ์ปี 2026 สำหรับทั้งยอดขายรถยนต์และรายได้รวม จากเดิมที่คาดว่าจะ “ทรงตัว” เป็น “ต่ำกว่าระดับของปีก่อนเล็กน้อย” บริษัทระบุอย่างชัดเจนว่า การปรับลดเป้าหมายมีสาเหตุหลัก “โดยเฉพาะจากพัฒนาการเชิงลบของตลาดจีน”
ตามนิยามในรายงานประจำปี 2025 ของบริษัท คำว่า “ต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย” อาจหมายถึงยอดขายรถยนต์ทั้งปีลดลงประมาณ 2–7.5%
Mercedes-Benz ยังบันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนในกิจการที่เกี่ยวข้องกับจีน 704 ล้านยูโร อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่ารายการดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี ไม่กระทบ EBIT ที่ปรับแล้วหรือกระแสเงินสด หากไม่นับจีน ยอดขายรถยนต์ของ Mercedes-Benz ในช่วงครึ่งแรกของปีเพิ่มขึ้น 2%
แม้ลดคาดการณ์ยอดขาย บริษัท ยังคงยืนยันเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากยอดขายที่ปรับแล้วของธุรกิจรถยนต์ไว้ที่ 3–5% รวมถึงเป้าหมายอัตรากำไรของทั้งกลุ่ม สะท้อนว่าฝ่ายบริหารเชื่อว่าการลดต้นทุนจะช่วยรักษาความสามารถในการทำกำไร แม้ปริมาณขายลดลง
ท่ามกลางความไม่แน่นอน Mercedes-Benz ประกาศเดินหน้าซื้อหุ้นคืนต่อ หลังเสร็จสิ้นโครงการเดิมมูลค่า 2.0 พันล้านยูโรเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2026 บริษัทจะซื้อหุ้นคืนเพิ่มเติมสูงสุด 1.0 พันล้านยูโร จนถึงการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2027
การประกาศดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนจัดสรรเงินทุนที่ยังรวมถึงเงิน 0.4 พันล้านยูโรจากการขายหุ้น Daimler Truck บางส่วนในครั้งแรก
สำหรับผู้ถือหุ้น การซื้อหุ้นคืนมักถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าบริษัทต้องการคืนเงินทุน และอาจช่วยลดจำนวนหุ้นที่อยู่ในตลาดได้ อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นคืนไม่ได้ลบความเสี่ยงจากยอดขายในจีนหรือแรงกดดันต่อธุรกิจรถยนต์หลักของบริษัท
หุ้น Mercedes-Benz ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 4% และเคยพุ่งสูงถึงราว 5% ในการซื้อขายที่ตลาดแฟรงก์เฟิร์ตเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม
นักลงทุนให้น้ำหนักกับกำไรที่ดีกว่าคาดในหลายส่วน การยืนยันกรอบเป้าหมายอัตรากำไร และแผนซื้อหุ้นคืน มากกว่าการปรับลดคาดการณ์ยอดขาย โดยมีรายงานว่านักลงทุนรู้สึก “โล่งใจที่ผลกระทบจากจีนไม่ได้รุนแรงไปกว่าที่กังวล”
ภาพที่ตลาดสะท้อนจึงไม่ใช่การมองว่าปัญหาจีนหมดไป แต่เป็นการประเมินว่า Mercedes-Benz ยังสามารถควบคุมต้นทุนและปกป้องกำไรได้ในระยะสั้น แม้ต้องเผชิญยอดขายที่ลดลง
ก่อนการประกาศผลประกอบการ นักวิเคราะห์จำนวนมากปรับลดราคาเป้าหมายลงจากแรงกดดันในจีน แต่ยังมีบางสำนักที่มองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงเปิดโอกาสให้เข้าซื้อได้
| บริษัท | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | มุมมองสำคัญ |
|---|---|---|---|
| Jefferies | Buy จากเดิม Hold | 52 ยูโร จากเดิม 60 ยูโร | ปรับคำแนะนำขึ้นช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยมองว่าราคาหุ้นมีมูลค่าหลังการขายออก |
| RBC Capital | Sector Perform หรือ Neutral | 56 ยูโร | ยืนยันคำแนะนำช่วงกลางเดือนกรกฎาคม |
| BM Pekao | Buy | — | ปรับคำแนะนำขึ้นช่วงต้นเดือนกรกฎาคม |
| ค่าเฉลี่ยนักวิเคราะห์ | ผสมผสาน | ประมาณ 51–56 ยูโร | นักวิเคราะห์ 17 รายปรับราคาเป้าหมายเฉลี่ยจากราว 60 ยูโรลงมาอยู่ในช่วงต้น 50 ยูโรก่อนประกาศผลประกอบการ |
| SimplyWallSt Fair Value | — | 42 ยูโร ลดลง 5.9% | ปรับประมาณการลงตามแนวโน้มกำไรในจีนที่อ่อนแอ |
Oddo BHF ระบุว่าผลประกอบการโดยรวมสูงกว่าคาด แม้ยังมีความกังวลต่อการปรับลดแนวโน้มยอดขาย ภาพรวมจึงเป็น “มองบวกอย่างระมัดระวัง”: นักวิเคราะห์ยังเห็นศักยภาพจากการลดต้นทุน การซื้อหุ้นคืน และรถยนต์ไฟฟ้า แต่จีนยังเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดว่า Mercedes-Benz จะรักษากำไรได้ยั่งยืนเพียงใด