หัวใจสำคัญของเรื่องราวทางเทคโนโลยีของ TSMC คือกระบวนการผลิต 2 นาโนเมตร (N2) ซึ่งเป็นเจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดที่เริ่มการผลิตในปริมาณมาก (high-volume manufacturing) อย่างเป็นทางการในไตรมาสที่สี่ของปี 2025 เว่ยเคยอธิบายถึงเทคโนโลยีนี้ในการประชุมนักลงทุนครั้งก่อนว่าเป็น "อีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะมีอายุการใช้งานยาวนานและเป็นที่ต้องการอย่างมาก" ซึ่งบ่งบอกถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของมันในอีกหลายปีข้างหน้า
เทคโนโลยีใหม่นี้กำลังถูกเร่งขยายกำลังการผลิตพร้อมกันที่โรงงาน (fab) ในซินจู๋และเกาสง ประเทศไต้หวัน โดยการขยายการผลิตเป็นไปอย่างก้าวกระโดดจนมีการคาดการณ์ว่ากำลังการผลิตจะเติบโตในอัตราเฉลี่ยสะสมต่อปี (CAGR) สูงถึง 70% ตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2028 [19, 5] แต่ถึงแม้จะมีการขยายกำลังการผลิตอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ความต้องการก็ยังคงล้นเกินกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมรายงานว่าโรงงานผลิตชิป 2nm ที่มีอยู่ของ TSMC นั้นถูกจองเต็มตลอดทั้งปี 2026 แล้ว โดยมี Apple ซึ่งกำลังจะเปิดตัว iPhone รุ่นใหม่ เป็นหนึ่งในลูกค้าหลักที่จองกำลังการผลิตในช่วงแรกไว้
เพื่อตอบสนองความต้องการนี้ TSMC กำลังวางแผนขยายพื้นที่การผลิตอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทได้แจ้งแผนต่อรัฐบาลไต้หวันว่าจะสร้างโรงงานผลิตชิป 2nm เพิ่มอีกสามแห่งในอุทยานวิทยาศาสตร์ตอนใต้ของไต้หวัน (Southern Taiwan Science Park) ส่งผลให้แผนการสร้างโรงงานที่เกี่ยวข้องกับ 2nm เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่วางไว้เจ็ดแห่งเป็นสิบแห่ง ในขณะเดียวกัน แผนการเร่งสร้างโรงงานในรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา จะทำให้ 30% ของกำลังการผลิตสำหรับกระบวนการ 2nm และกระบวนการที่ล้ำสมัยกว่า ย้ายไปอยู่ในสหรัฐฯ โดยโรงงานแห่งที่สองในแอริโซนานั้นคาดว่าจะเริ่มการผลิตจำนวนมากได้เร็วกว่าแผนเดิมหลายไตรมาส
คำประกาศเชิงกลยุทธ์ของเว่ยได้รับการสนับสนุนจากตัวเลขทางการเงินที่น่าทึ่ง เขาประกาศว่าปี 2025 เป็นปีแห่งสถิติสูงสุด โดยราคาหุ้นของบริษัทพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าจาก 950 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 1,075 บาท) เป็น 2,425 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 2,745 บาท) ต่อหุ้น และเงินปันผลก็เติบโตขึ้นกว่า 30%
เพื่อคว้าโอกาสจากสิ่งที่เว่ยเรียกว่า "กระแสใหญ่แห่ง AI" (AI megatrend) บริษัทกำลังเริ่มต้นแผนการขยายกิจการที่แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ สำหรับปี 2026 TSMC ได้ตั้งเป้าหมายเงินลงทุน (capital expenditure) ไว้ที่ช่วงบนของกรอบเม็ดเงินมหาศาล 52,000 ถึง 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.82 ถึง 1.96 ล้านล้านบาท) [7, 8] เว่ยยังได้เตือนว่าแม้แต่การใช้จ่ายที่ทำลายสถิติครั้งนี้ ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากที่ใช้ไป 40,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 ก็อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการที่ "แข็งแกร่งอย่างยิ่ง" ซึ่งขับเคลื่อนโดย AI [7, 14]
เงินลงทุนก้อนนี้ราว 70-80% จะถูกเทไปที่เทคโนโลยีกระบวนการผลิตขั้นสูง ที่เหลือจะถูกแบ่งสรรให้กับเทคโนโลยีเฉพาะทาง และส่วนงานการบรรจุชิปขั้นสูง การทดสอบ และการผลิตหน้ากาก (mask making) สิ่งนี้สะท้อนถึงห่วงโซ่อุปทานที่เทคโนโลยีการบรรจุชิปขั้นสูงของ TSMC อย่าง CoWoS นั้นมีกำลังการผลิต "ตึงตัวมากและถูกจองเต็มตลอดปี 2025 ไปจนถึงปี 2026" เช่นกัน
เมื่อมองไปข้างหน้า เว่ยได้ให้แนวโน้มการเติบโตของรายได้ทั้งปี 2026 ว่าจะเติบโตสูงกว่า 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยคิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ เขายังระบุถึงแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ๆ ที่กำลังจะมาถึงนอกเหนือจากกระแส AI ในปัจจุบัน โดยชี้ว่าหุ่นยนต์ (robotics) และยานยนต์ไร้คนขับ (autonomous driving) คือโอกาสสำคัญที่กำลังจะมาถึง
ภัยคุกคามจากการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ผลิตชิปแบบดั้งเดิม ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่น่าสนใจครั้งหนึ่ง มีผู้ถือหุ้นถามถึงรายงานที่ว่า อีลอน มัสก์ กำลังวางแผนสร้างโรงงานผลิตชิปขนาดยักษ์ที่เรียกว่า "TeraFab" เพื่อป้อนชิปให้กับบริษัทของตนเอง คำตอบของเว่ยนั้นสั้นและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเองเช่นเคย: "ข้อสรุปเดียวของผมคือ ก็ขอให้เขาโชคดี"
เขาขยายความด้วยมุมมองเชิงประวัติศาสตร์ที่ทำหน้าที่เป็นบทสรุปของคำปราศรัยตลอดการประชุมทั้งหมด เว่ยกล่าวว่า "เราไม่เคยขาดคู่แข่งเลยตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา" "และเราก็เป็นผู้ชนะเสมอมา และจะเป็นเช่นนั้นต่อไปในอนาคต" ถ้อยแถลงนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไม่ว่าคู่แข่งจะเป็นผู้ผลิตชิปรายเก่า หรือบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก กลยุทธ์และความเชื่อมั่นของ TSMC จะยังคงไม่สั่นคลอน
Comments
0 comments