ประกาศการเข้าร่วมดัชนีเป็นที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม หลังการทบทวนองค์ประกอบรายไตรมาสของบริษัท Hang Seng Indexes โดยทั้งสองบริษัทเข้าไปแทนที่ Kingdee International และ Kingsoft ในดัชนีเทคโนโลยีที่มีองค์ประกอบทั้งหมด 30 หลักทรัพย์ โดยมีผลอย่างเป็นทางการหลังตลาดปิดในวันที่ 5 มิถุนายน และเริ่มซื้อขายในฐานะสมาชิกในวันที่ 8 มิถุนายน นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังถูกเพิ่มเข้าใน Hang Seng Composite Index และ Zhipu ยังได้เข้าไปอยู่ในโครงการ Stock Connect ซึ่งเปิดทางให้นักลงทุนจากจีนแผ่นดินใหญ่สามารถเข้าถึงหุ้นได้สะดวกยิ่งขึ้น
นี่ไม่ใช่แค่การปรับสมดุลดัชนีตามปกติทั่วไป แต่มันคือคำตอบโดยตรงต่อคำวิจารณ์ที่เกิดขึ้นมานานหลายเดือนว่าดัชนีเทคโนโลยีหลักของฮ่องกงได้พลาดโอกาสครั้งใหญ่จากการเติบโตของกระแส AI ระดับโลกไปอย่างน่าเสียดาย ตลอดช่วงต้นปี 2026 ดัชนี Hang Seng Tech Index ปรับตัวลดลงมากกว่า 10% นับจากต้นปี ซึ่งเป็นการทำผลงานได้ด้อยกว่าดัชนีคู่แข่งทั่วโลกอย่างมาก และที่น่าเจ็บใจคือ MiniMax และ Zhipu ซึ่งเป็นหุ้น IPO น้องใหม่ที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในตลาดฮ่องกงประจำปี 2026 กลับไม่มีชื่ออยู่ในดัชนีนั้นด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ พวกเขาเพิ่งเข้าตลาดในเดือนมกราคม ทำให้มีประวัติการจดทะเบียนที่สั้นเกินไปที่จะผ่านเกณฑ์การคัดเลือก
การไม่มีชื่ออยู่ในดัชนีส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อกองทุนดัชนี (Index Trackers) ในรายงานเมื่อเดือนเมษายน 2026 นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ได้คำนวณสถานการณ์สมมติที่ชวนให้คิด: หาก MiniMax และ Zhipu ถูกเพิ่มเข้าในดัชนี Hang Seng Tech Index ตั้งแต่วันที่พวกเขา IPO โดยแทนที่องค์ประกอบที่เล็กที่สุดสองบริษัทที่มีอยู่เดิม ผลตอบแทนของดัชนีตั้งแต่ต้นปีจะสูงกว่าที่เป็นอยู่ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ นักลงทุนในผลิตภัณฑ์ Passive Fund ที่อิงกับดัชนีนี้ ได้แต่มองดูผลกำไรจากการพุ่งขึ้นของหุ้น AI ทั้งสองอยู่ข้างสนาม โดยไม่มีส่วนร่วมกับมันเลย
ทางธนาคารประเมินว่าในที่สุดแล้ว ทั้งสองบริษัทอาจมีน้ำหนักรวมกันคิดเป็นสัดส่วน 5% ถึง 7% ของดัชนี ซึ่งหมายถึงจะมีเม็ดเงินลงทุนจาก Passive Fund ที่ถูกบังคับให้ต้องซื้อตามการปรับสมดุลดัชนีไหลเข้ามาถึง 1.25 ถึง 1.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนวันเปิดตัว Morgan Stanley ได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของทั้งคู่: MiniMax เป็น HK$1,100 จากเดิม HK$990 และ Knowledge Atlas Technology เป็น HK$990 จาก HK$560 ซึ่งถือเป็นการปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 77% สำหรับบริษัทแม่ของ Zhipu
ความแตกต่างของราคาหุ้นในวันที่ 8 มิถุนายน เป็นเครื่องตอกย้ำว่าการเข้าไปอยู่ในดัชนีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์ที่จะเนรมิตให้ราคาหุ้นทะยานขึ้น ปัจจัยหลายอย่างเข้ามามีบทบาท:
นักวิเคราะห์ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจจะบั่นทอนผลกำไรในอนาคต นั่นคือ การสิ้นสุดระยะเวลาล็อกหุ้น (Lock-up Expiration) ของหุ้นก่อน IPO ที่กำลังจะมาถึง ซึ่งคลื่นการขายหุ้นของคนในบริษัทที่ไหลออกมาในจังหวะที่ Passive Fund ถูกบังคับให้ซื้อนั้น อาจสร้างสภาวะการซื้อขายที่ซับซ้อนและผันผวนอย่างมากในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
ไม่ว่าความผันผวนในวันแรกจะเป็นอย่างไร การเข้ามาของ MiniMax และ Zhipu ได้เปลี่ยนรหัสพันธุกรรม (DNA) ของดัชนีเทคโนโลยีหลักของฮ่องกงไปตลอดกาล หลายปีที่ผ่านมา ดัชนีนี้นั้นถูกครอบงำโดยบริษัทอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ของจีนที่ผูกกับเศรษฐกิจผู้บริโภคซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงอิ่มตัว แต่ตอนนี้มันได้รวมเอาบริษัทที่ขาย "จอบและเสียม" สำหรับการปฏิวัติด้านผลิตภาพระลอกต่อไปเข้าไว้ด้วยแล้ว
การที่ดัชนี Hang Seng Tech Index ร่วงลง 2.7% ในวันที่มีการเพิ่มหุ้นใหม่อาจดูเหมือนเป็นการเริ่มต้นที่ไม่เป็นมงคล แต่เรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่านั้นคือการรับรองว่า AI เป็นหมวดหมู่ในตลาดสาธารณะที่ยั่งยืนและแข็งแกร่งของเอเชีย ตอนนี้ตลาดจะต้องจับตาดูว่าที่ประมาณการของ Morgan Stanley ที่ว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจาก Passive Fund ราว 1.25 ถึง 1.75 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จะทำหน้าที่เป็น "แนวรับ" ที่การเป็นสมาชิกดัชนีบลูชิปตัวจริงควรจะมอบให้ได้หรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้ว อัตราดอกเบี้ยของโลกจะเป็นเพียงกราฟเดียวที่มีความหมายอย่างแท้จริง