สตาร์ทอัพยุโรปที่พัฒนาเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ด้านการกักเก็บพลังงานระดมทุนรวมกันแล้วมากกว่า €2.14 พันล้าน โดยเกือบครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนนี้เกิดขึ้นในช่วง 3 ปีหลังสุด แสดงถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด
ตัวอย่างดีลขนาดใหญ่คือบริษัท Terra One จากเยอรมนี ผู้พัฒนาโครงการแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งในเดือนกันยายน 2025 ได้รับเงินทุนแบบ mezzanine financing สูงสุด €150 ล้านจาก Aviva Investors เงินก้อนนี้สามารถช่วยสนับสนุนโครงการกักเก็บพลังงานมูลค่ารวมได้ถึง €750 ล้าน เมื่อรวมกับเงินทุนประเภทอื่น เช่น equity และ project finance
เมื่อพลังงานหมุนเวียนอย่างลมและแสงอาทิตย์เพิ่มสัดส่วนในระบบไฟฟ้า เทคโนโลยีที่ช่วยปรับสมดุลการผลิตและการใช้ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์จึงมีความสำคัญมากขึ้น
ตัวอย่างคือ Sympower บริษัทจากเนเธอร์แลนด์ที่ให้บริการด้านความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า ซึ่งระดมทุน €19 ล้านในปี 2025 เพื่อขยายบริการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้แบตเตอรี่และการบริหารพลังงานในตลาดไฟฟ้า
อีกแนวโน้มที่เริ่มเติบโตคือ แพลตฟอร์มบริหารพลังงานภายในบ้าน เช่น ระบบสมาร์ตโฮมพลังงาน แบตเตอรี่ในบ้าน และระบบที่ช่วยให้ครัวเรือนเข้าร่วมโครงการ demand‑response ของกริด
เทคโนโลยีกลุ่มนี้ช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้ากลายเป็นผู้มีบทบาทในระบบพลังงานมากขึ้น เช่น การเก็บพลังงานจากโซลาร์รูฟท็อปหรือการขายไฟกลับเข้าสู่ระบบ
นอกจากไฟฟ้าและแบตเตอรี่ นักลงทุนยังสนับสนุนบริษัทที่พัฒนา เชื้อเพลิงยั่งยืนและเทคโนโลยีพลังงานรุ่นใหม่ ซึ่งช่วยขยายขอบเขตของ climate tech ไปไกลกว่าเพียงการใช้ไฟฟ้า
ลักษณะเด่นอีกประการของตลาดปี 2025 คือการใช้ โครงสร้างเงินทุนแบบผสม มากขึ้น
เนื่องจากบริษัทโครงสร้างพื้นฐานพลังงานต้องใช้เงินลงทุนสูงเพื่อสร้างสินทรัพย์จริง เช่น สถานีชาร์จหรือระบบแบตเตอรี่ ดีลจำนวนมากจึงผสมผสานหลายรูปแบบ เช่น
โครงสร้างแบบนี้ช่วยให้บริษัทสามารถขยายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้เร็วขึ้น ขณะที่ยังใช้ประโยชน์จากรายได้ระยะยาวของสินทรัพย์พลังงาน
การระดมทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวในประเทศที่มีทั้งนโยบายพลังงานสะอาดที่แข็งแรงและระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่พัฒนาแล้ว ได้แก่
ประเทศเหล่านี้เป็นทั้งตลาดพลังงานขนาดใหญ่และศูนย์กลางเทคโนโลยีของยุโรป ทำให้ดึงดูดเงินลงทุนจากทั้งนักลงทุนสตาร์ทอัพและนักลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
รูปแบบการลงทุนในปี 2025 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายประการ
1. นักลงทุนเน้นโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น
เงินทุนจำนวนมากกำลังไหลไปยังโครงการที่สามารถสร้างและใช้งานได้จริง เช่น สถานีชาร์จ EV หรือแบตเตอรี่ระดับกริด
2. การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นต้องการเงินลงทุนมหาศาล
การขยายเครือข่ายชาร์จ ระบบกักเก็บพลังงาน และเทคโนโลยีบริหารกริดต้องใช้เงินหลายพันล้านยูโร
3. โครงสร้างเงินทุนแบบผสมกลายเป็นมาตรฐานใหม่
หนี้และ project finance กลายเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการสร้างโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน
4. ระบบกักเก็บพลังงานกลายเป็นเทคโนโลยีหลักของกริดยุคใหม่
เมื่อพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ความสามารถในการเก็บและปล่อยพลังงานตามความต้องการจึงมีความสำคัญมากขึ้น
โดยสรุป ปี 2025 ถือเป็นปีที่ตลาด Energy Tech ของยุโรปก้าวสู่ช่วงใหม่ของการเติบโต เงินทุนประมาณ €7.5 พันล้าน ถูกใช้เพื่อเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อระบบพลังงานสะอาด ตั้งแต่เครือข่ายชาร์จรถ EV ระบบแบตเตอรี่ ไปจนถึงแพลตฟอร์มความยืดหยุ่นของกริด
ดีลขนาดใหญ่เหล่านี้สะท้อนว่าตลาดกำลังก้าวจากช่วง นวัตกรรมทดลอง ไปสู่ช่วง การติดตั้งและใช้งานในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของยุโรปในทศวรรษนี้
Comments
0 comments