อย่างไรก็ตาม คำว่า “ความสูญเสียกำลังพล” ในรายงานของยูเครนไม่ได้หมายถึงผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วทั้งหมด แต่อาจรวมผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญหาย และผู้ถูกจับกุม อีกทั้งยังไม่มีการตรวจสอบโดยอิสระที่ยืนยันองค์ประกอบของตัวเลขนี้ทุกส่วน
ในเวลาเดียวกัน ยูเครนรายงานความคืบหน้าครั้งสำคัญในแนวรบด้านใต้ และเพิ่มการโจมตีระยะไกลต่อเป้าหมายทางทหาร เส้นทางลำเลียง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย ขณะที่องค์การสหประชาชาติระบุว่า เดือนกรกฎาคมเป็นช่วงเวลาที่พลเรือนยูเครนได้รับความสูญเสียเลวร้ายที่สุดนับจากระยะแรกของสงครามเต็มรูปแบบ
ตัวเลขรายเดือนที่ยูเครนเผยแพร่แสดงให้เห็นแนวโน้มการสูญเสียที่เพิ่มขึ้นเข้าสู่ช่วงกลางปี:
ตัวเลขเดือนกรกฎาคมสูงกว่าเดือนมิถุนายนประมาณ 9% และสูงกว่าเดือนมกราคมราว 35% เสนาธิการกองทัพยูเครนประเมินว่า ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2026 รัสเซียสูญเสียกำลังพลรวม 238,650 นาย
รายงานบางฉบับระบุว่า ตัวเลขเดือนกรกฎาคมเป็นความสูญเสียรายเดือนสูงสุดของรัสเซียนับจากเดือนมกราคม 2025 แต่การเปรียบเทียบดังกล่าวก็ยังอาศัยตัวเลขประเมินจากกองทัพยูเครน ไม่ใช่ยอดผู้บาดเจ็บล้มตายที่ทั้งสองฝ่ายยืนยันร่วมกัน
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความหมายของตัวเลขด้วย “ความสูญเสียกำลังพล” เป็นมาตรวัดในสนามรบที่อาจรวมหลายสถานะ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นจำนวนทหารรัสเซียที่เสียชีวิตแน่นอนทั้งหมด
โจทย์สำคัญของเครมลินไม่ใช่เพียงการรับมือกับยอดสูญเสียที่สูงขึ้น แต่คือการหาคนมาทดแทนได้เร็วพอที่จะรักษาความสามารถในการรุกต่อไปหรือไม่
หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของยูเครนรายงานว่า รัสเซียรับสมัครทหารตามสัญญาได้ประมาณ 195,000 นายภายในต้นเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเป้าหมายทั้งปีที่ 409,000 นาย นอกจากนี้ อัตราการรับสมัครรายวันยังลดลงจากราว 1,200 คนในปี 2024 เหลือประมาณ 1,090 คนในช่วงกลางปี 2026 ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองยูเครน ไม่ใช่สถิติที่รัสเซียหรือหน่วยงานอิสระตรวจสอบแล้ว
อีกคำกล่าวหนึ่งของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียรับสมัครกำลังพลได้ราว 221,000 นาย ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ขณะที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายประมาณ 222,500 นาย ความแตกต่างระหว่างตัวเลขทั้งสองชุดอาจเกิดจากช่วงเวลาที่นับ คำนิยาม หรือวิธีการรายงานที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรนำมาคำนวณเป็นดุลกำลังพลที่แม่นยำ
ถึงกระนั้น ทิศทางของข้อมูลจากหลายแหล่งสอดคล้องกันว่า รัสเซียพึ่งพาการจ่ายเงินก้อนใหญ่และแรงจูงใจจากภูมิภาคมากขึ้น แต่การดึงดูดอาสาสมัครให้เพียงพอกำลังทำได้ยากขึ้น เดอะการ์เดียนรายงานว่า แม้โบนัสจะเพิ่มสูงมาก ปัญหาการรับสมัครก็ยังไม่หมดไป โดยนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวรัสเซียรายหนึ่งกล่าวว่า การหาคนที่พร้อมไปรบ แม้เสนอเงิน “มหาศาล” ก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ
การระดมพลโดยไม่สมัครใจจะทำให้มอสโกมีฐานกำลังพลขนาดใหญ่ขึ้น แต่การระดมพลบางส่วนในปี 2022 ไม่เป็นที่นิยมอย่างมาก นักวิเคราะห์จากสถาบันศึกษาสงคราม หรือ ISW รายงานว่า แคมเปญรับสมัครทหารตามสัญญาภายในประเทศยังมีสัญญาณตึงตัว และอาจมีการถกเถียงภายในเกี่ยวกับการเรียกกำลังสำรองรอบใหม่
เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่า รัสเซียกำลังเตรียมงานด้านเทคนิคและการบริหารเพื่อรองรับการระดมพล ต่อมาเซเลนสกีกล่าวว่า การเรียกกำลังพลครั้งใหญ่อาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัสเซียในฤดูใบไม้ร่วง และอาจมีการระดมพลอีกครั้งในปี 2027 แต่ทั้งหมดนี้เป็นการประเมินเจตนาของรัสเซียจากฝ่ายยูเครน ไม่ใช่ประกาศยืนยันจากเครมลิน
มอสโกจึงต้องเลือกระหว่างสามทางหลัก ได้แก่ เพิ่มเงินจูงใจเพื่อดึงอาสาสมัคร ขยายการรับสมัครที่มีลักษณะกดดันหรือบีบบังคับ หรือยอมรับต้นทุนทางการเมืองจากการประกาศระดมพลอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน งบประมาณของภูมิภาคต่าง ๆ ในรัสเซียก็เริ่มเผชิญปัญหาในการจ่ายโบนัสเพื่อจูงใจผู้สมัคร
การรับสมัครชาวต่างชาติเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เครมลินใช้ลดแรงกดดันต่อกำลังพลภายในประเทศ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองทหารยูเครนอ้างว่า รัสเซียตั้งเป้ารับสมัครชาวต่างชาติอย่างน้อย 18,500 คนในปี 2026
รายงานของสหพันธ์สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หรือ FIDH ระบุว่า นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 รัสเซียรับสมัครชาวต่างชาติอย่างน้อย 27,000 คนจากกว่า 130 ประเทศ รายงานอธิบายว่าระบบดังกล่าวมีลักษณะเป็นโครงสร้างที่จัดตั้งขึ้น โดยผสมผสานการสมัครเข้ากองทัพแบบได้รับค่าตอบแทนเข้ากับการชักจูงที่หลอกลวงหรือเอาเปรียบผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบาง
ตัวเลขเหล่านี้มาจากหน่วยงานยูเครนและนักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชน หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่าชาวต่างชาติทุกคนถูกบังคับ แต่ชี้ให้เห็นว่า นักรบต่างชาติไม่ได้เป็นเพียงกำลังเสริมเฉพาะกิจอีกต่อไป นักวิจัยมองว่าการรับสมัครจากต่างประเทศกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำสงครามของรัสเซียที่มีการจัดระบบมากขึ้น
ยูเครนประกาศเสร็จสิ้นปฏิบัติการทางใต้ในพื้นที่โอเล็กซานดริฟสกี ซึ่งแนวรบพาดผ่านบางส่วนของแคว้นดนีปรอเปตรอฟสก์ ซาโปริซเซีย และโดเนตสก์ ประธานาธิบดีเซเลนสกีกล่าวว่า กองกำลังยูเครนยึดคืนพื้นที่ได้ 745 ตารางกิโลเมตร และนำชุมชน 26 แห่ง กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุม
รายงานอื่นระบุพื้นที่ที่ยูเครนอ้างว่ายึดคืนได้ประมาณ 780 ตารางกิโลเมตร ขณะที่อัลจาซีรารายงานตัวเลขของยูเครนที่ 745 ตารางกิโลเมตรในแคว้นดนีปรอเปตรอฟสก์และพื้นที่ใกล้เคียง ความแตกต่างนี้อาจสะท้อนการอธิบายขอบเขตปฏิบัติการและช่วงเวลาที่นับไม่เหมือนกัน โดยตัวเลขดังกล่าวหมายถึงความคืบหน้าในแคมเปญทางใต้ในภาพรวม ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่ยึดได้เฉพาะในเดือนกรกฎาคม
แต่เมื่อดูดุลพื้นที่ตลอดทั้งเดือน ภาพรวมกลับไม่เป็นบวกต่อยูเครนทั้งหมด รายงานที่เชื่อมโยงกับ DeepState ระบุว่า รัสเซียมีพื้นที่ภายใต้การยึดครองเพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 36 ตารางกิโลเมตรในเดือนกรกฎาคม หลังหักลบกับพื้นที่ที่ยูเครนรุกคืนมาแล้ว
ขณะเดียวกัน ISW ประเมินว่า กองกำลังรัสเซียรุกคืบได้เพียง 37.85 ตารางกิโลเมตร ในเดือนกรกฎาคม และระบุว่า การรุกช่วงฤดูใบไม้ผลิ–ฤดูร้อนยังไม่ก่อให้เกิดความคืบหน้าในระดับยุทธการอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น ภาพสนามรบในเดือนกรกฎาคมจึงมีความจริงสองด้านพร้อมกัน ยูเครนสร้างความคืบหน้าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปีในพื้นที่ทางใต้แห่งหนึ่ง ขณะที่รัสเซียยังสามารถขยายพื้นที่ยึดครองโดยรวมได้เล็กน้อยในเดือนเดียวกัน
ยูเครนยังเพิ่มทั้งระยะทางและความถี่ของการโจมตีที่อยู่ลึกหลังแนวหน้า การวิเคราะห์ของแอสโซซิเอเต็ด เพรสที่ถูกอ้างถึงในรายงานยูเครนพบว่า การโจมตีระยะไกลภายในรัสเซียเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียต้องกระจายตัวครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น ในเดือนกรกฎาคม ยูเครนรายงานว่าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากยูเครนมากกว่า 2,500 กิโลเมตร
เอบีซี นิวส์รายงานว่า แคมเปญโจมตีของยูเครนตลอด 40 วันไปถึงโรงกลั่นน้ำมันในเมืองออมสค์ ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่ที่ยูเครนควบคุมประมาณ 2,700 กิโลเมตร เป้าหมายอื่น ๆ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและก๊าซ เส้นทางส่งกำลังบำรุง และสถานที่เชิงยุทธศาสตร์
แหล่งข่าวต่าง ๆ อธิบายผลกระทบของการโจมตีแตกต่างกัน และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการโจมตีเพียงอย่างเดียวทำให้เกิดวิกฤตเชื้อเพลิงทั่วประเทศรัสเซีย ข้อสรุปที่ระมัดระวังกว่าคือ ยูเครนพยายามขัดขวางระบบลำเลียงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย พร้อมบีบให้มอสโกต้องกระจายทรัพยากรป้องกันภัยทางอากาศไปยังพื้นที่กว้างกว่าเดิม
คณะติดตามสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในยูเครนยืนยันว่า มีพลเรือนอย่างน้อย 437 คนเสียชีวิต และ 2,610 คนได้รับบาดเจ็บในเดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่มขึ้น 30% จากเดือนมิถุนายน ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 298 คนและบาดเจ็บ 2,041 คน และเพิ่มขึ้น 70% จากเดือนกรกฎาคม 2025
สหประชาชาติระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกันสูงกว่าทุกเดือนนับจากเดือนมีนาคม 2022 ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดนับจากเดือนพฤษภาคม 2022
เด็กเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยมีเด็กเสียชีวิต 17 คน และบาดเจ็บ 166 คน ซึ่งเป็นยอดรายเดือนสูงสุดนับจากเดือนเมษายน 2022 ขีปนาวุธและโดรนพิสัยไกลเป็นสาเหตุหลักที่มีการรายงาน โดยคิดเป็น 38% ของความสูญเสียพลเรือนในการประเมินของสหประชาชาติ
การโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่แนวหน้า รายงานของสหประชาชาติระบุถึงการโจมตีซ้ำหลายครั้งในกรุงเคียฟและเมืองอื่น ๆ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่อยู่ห่างจากการสู้รบภาคพื้นดิน อันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติประณามการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน พร้อมเรียกร้องให้หยุดยิงทันที
สหประชาชาติยังเตือนว่า ความต้องการด้านมนุษยธรรมกำลังรุนแรงขึ้นทั้งในชุมชนแนวหน้าและเมืองที่ถูกโจมตีเป็นประจำ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะกรณีที่ผู้ติดตามสถานการณ์ตรวจสอบยืนยันได้ ยอดความสูญเสียจริงจึงอาจสูงกว่านี้
เดือนกรกฎาคมยังไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์อย่างเด็ดขาด แต่สะท้อนแรงกดดันหลักของสงครามได้ชัดเจนขึ้น:
ตัวเลขสนามรบและการรับสมัครหลายชุดมาจากเจ้าหน้าที่ยูเครนหรือหน่วยข่าวกรองยูเครน จึงควรอ่านด้วยความระมัดระวัง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากสหประชาชาติและการประเมินจากนักวิเคราะห์ ภาพรวมชี้ว่าสงครามกำลังถูกกำหนดมากขึ้นโดยการขาดแคลนกำลังพล การโจมตีระยะไกล และต้นทุนด้านมนุษยธรรมที่ขยายตัวตามความรุนแรงของการสู้รบ
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ความสูญเสียกำลังพล” ในรายงานของยูเครนไม่ได้หมายถึงผู้เสียชีวิตที่ยืนยันแล้วทั้งหมด แต่อาจรวมผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ผู้สูญหาย และผู้ถูกจับกุม อีกทั้งยังไม่มีการตรวจสอบโดยอิสระที่ยืนยันองค์ประกอบของตัวเลขนี้ทุกส่วน
ในเวลาเดียวกัน ยูเครนรายงานความคืบหน้าครั้งสำคัญในแนวรบด้านใต้ และเพิ่มการโจมตีระยะไกลต่อเป้าหมายทางทหาร เส้นทางลำเลียง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย ขณะที่องค์การสหประชาชาติระบุว่า เดือนกรกฎาคมเป็นช่วงเวลาที่พลเรือนยูเครนได้รับความสูญเสียเลวร้ายที่สุดนับจากระยะแรกของสงครามเต็มรูปแบบ
ตัวเลขรายเดือนที่ยูเครนเผยแพร่แสดงให้เห็นแนวโน้มการสูญเสียที่เพิ่มขึ้นเข้าสู่ช่วงกลางปี:
ตัวเลขเดือนกรกฎาคมสูงกว่าเดือนมิถุนายนประมาณ 9% และสูงกว่าเดือนมกราคมราว 35% เสนาธิการกองทัพยูเครนประเมินว่า ในช่วงเจ็ดเดือนแรกของปี 2026 รัสเซียสูญเสียกำลังพลรวม 238,650 นาย
รายงานบางฉบับระบุว่า ตัวเลขเดือนกรกฎาคมเป็นความสูญเสียรายเดือนสูงสุดของรัสเซียนับจากเดือนมกราคม 2025 แต่การเปรียบเทียบดังกล่าวก็ยังอาศัยตัวเลขประเมินจากกองทัพยูเครน ไม่ใช่ยอดผู้บาดเจ็บล้มตายที่ทั้งสองฝ่ายยืนยันร่วมกัน
ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความหมายของตัวเลขด้วย “ความสูญเสียกำลังพล” เป็นมาตรวัดในสนามรบที่อาจรวมหลายสถานะ จึงไม่ควรตีความว่าเป็นจำนวนทหารรัสเซียที่เสียชีวิตแน่นอนทั้งหมด
โจทย์สำคัญของเครมลินไม่ใช่เพียงการรับมือกับยอดสูญเสียที่สูงขึ้น แต่คือการหาคนมาทดแทนได้เร็วพอที่จะรักษาความสามารถในการรุกต่อไปหรือไม่
หน่วยข่าวกรองต่างประเทศของยูเครนรายงานว่า รัสเซียรับสมัครทหารตามสัญญาได้ประมาณ 195,000 นายภายในต้นเดือนกรกฎาคม 2026 ซึ่งน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของเป้าหมายทั้งปีที่ 409,000 นาย นอกจากนี้ อัตราการรับสมัครรายวันยังลดลงจากราว 1,200 คนในปี 2024 เหลือประมาณ 1,090 คนในช่วงกลางปี 2026 ตัวเลขเหล่านี้เป็นข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองยูเครน ไม่ใช่สถิติที่รัสเซียหรือหน่วยงานอิสระตรวจสอบแล้ว
อีกคำกล่าวหนึ่งของประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียรับสมัครกำลังพลได้ราว 221,000 นาย ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ขณะที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายประมาณ 222,500 นาย ความแตกต่างระหว่างตัวเลขทั้งสองชุดอาจเกิดจากช่วงเวลาที่นับ คำนิยาม หรือวิธีการรายงานที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรนำมาคำนวณเป็นดุลกำลังพลที่แม่นยำ
ถึงกระนั้น ทิศทางของข้อมูลจากหลายแหล่งสอดคล้องกันว่า รัสเซียพึ่งพาการจ่ายเงินก้อนใหญ่และแรงจูงใจจากภูมิภาคมากขึ้น แต่การดึงดูดอาสาสมัครให้เพียงพอกำลังทำได้ยากขึ้น เดอะการ์เดียนรายงานว่า แม้โบนัสจะเพิ่มสูงมาก ปัญหาการรับสมัครก็ยังไม่หมดไป โดยนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนชาวรัสเซียรายหนึ่งกล่าวว่า การหาคนที่พร้อมไปรบ แม้เสนอเงิน “มหาศาล” ก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ
การระดมพลโดยไม่สมัครใจจะทำให้มอสโกมีฐานกำลังพลขนาดใหญ่ขึ้น แต่การระดมพลบางส่วนในปี 2022 ไม่เป็นที่นิยมอย่างมาก นักวิเคราะห์จากสถาบันศึกษาสงคราม หรือ ISW รายงานว่า แคมเปญรับสมัครทหารตามสัญญาภายในประเทศยังมีสัญญาณตึงตัว และอาจมีการถกเถียงภายในเกี่ยวกับการเรียกกำลังสำรองรอบใหม่
เจ้าหน้าที่ยูเครนกล่าวว่า รัสเซียกำลังเตรียมงานด้านเทคนิคและการบริหารเพื่อรองรับการระดมพล ต่อมาเซเลนสกีกล่าวว่า การเรียกกำลังพลครั้งใหญ่อาจเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัสเซียในฤดูใบไม้ร่วง และอาจมีการระดมพลอีกครั้งในปี 2027 แต่ทั้งหมดนี้เป็นการประเมินเจตนาของรัสเซียจากฝ่ายยูเครน ไม่ใช่ประกาศยืนยันจากเครมลิน
มอสโกจึงต้องเลือกระหว่างสามทางหลัก ได้แก่ เพิ่มเงินจูงใจเพื่อดึงอาสาสมัคร ขยายการรับสมัครที่มีลักษณะกดดันหรือบีบบังคับ หรือยอมรับต้นทุนทางการเมืองจากการประกาศระดมพลอย่างเป็นทางการ ขณะเดียวกัน งบประมาณของภูมิภาคต่าง ๆ ในรัสเซียก็เริ่มเผชิญปัญหาในการจ่ายโบนัสเพื่อจูงใจผู้สมัคร
การรับสมัครชาวต่างชาติเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เครมลินใช้ลดแรงกดดันต่อกำลังพลภายในประเทศ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองทหารยูเครนอ้างว่า รัสเซียตั้งเป้ารับสมัครชาวต่างชาติอย่างน้อย 18,500 คนในปี 2026
รายงานของสหพันธ์สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ หรือ FIDH ระบุว่า นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 รัสเซียรับสมัครชาวต่างชาติอย่างน้อย 27,000 คนจากกว่า 130 ประเทศ รายงานอธิบายว่าระบบดังกล่าวมีลักษณะเป็นโครงสร้างที่จัดตั้งขึ้น โดยผสมผสานการสมัครเข้ากองทัพแบบได้รับค่าตอบแทนเข้ากับการชักจูงที่หลอกลวงหรือเอาเปรียบผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจเปราะบาง
ตัวเลขเหล่านี้มาจากหน่วยงานยูเครนและนักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชน หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่ยืนยันว่าชาวต่างชาติทุกคนถูกบังคับ แต่ชี้ให้เห็นว่า นักรบต่างชาติไม่ได้เป็นเพียงกำลังเสริมเฉพาะกิจอีกต่อไป นักวิจัยมองว่าการรับสมัครจากต่างประเทศกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามทำสงครามของรัสเซียที่มีการจัดระบบมากขึ้น
ยูเครนประกาศเสร็จสิ้นปฏิบัติการทางใต้ในพื้นที่โอเล็กซานดริฟสกี ซึ่งแนวรบพาดผ่านบางส่วนของแคว้นดนีปรอเปตรอฟสก์ ซาโปริซเซีย และโดเนตสก์ ประธานาธิบดีเซเลนสกีกล่าวว่า กองกำลังยูเครนยึดคืนพื้นที่ได้ 745 ตารางกิโลเมตร และนำชุมชน 26 แห่ง กลับมาอยู่ภายใต้การควบคุม
รายงานอื่นระบุพื้นที่ที่ยูเครนอ้างว่ายึดคืนได้ประมาณ 780 ตารางกิโลเมตร ขณะที่อัลจาซีรารายงานตัวเลขของยูเครนที่ 745 ตารางกิโลเมตรในแคว้นดนีปรอเปตรอฟสก์และพื้นที่ใกล้เคียง ความแตกต่างนี้อาจสะท้อนการอธิบายขอบเขตปฏิบัติการและช่วงเวลาที่นับไม่เหมือนกัน โดยตัวเลขดังกล่าวหมายถึงความคืบหน้าในแคมเปญทางใต้ในภาพรวม ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ที่ยึดได้เฉพาะในเดือนกรกฎาคม
แต่เมื่อดูดุลพื้นที่ตลอดทั้งเดือน ภาพรวมกลับไม่เป็นบวกต่อยูเครนทั้งหมด รายงานที่เชื่อมโยงกับ DeepState ระบุว่า รัสเซียมีพื้นที่ภายใต้การยึดครองเพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 36 ตารางกิโลเมตรในเดือนกรกฎาคม หลังหักลบกับพื้นที่ที่ยูเครนรุกคืนมาแล้ว
ขณะเดียวกัน ISW ประเมินว่า กองกำลังรัสเซียรุกคืบได้เพียง 37.85 ตารางกิโลเมตร ในเดือนกรกฎาคม และระบุว่า การรุกช่วงฤดูใบไม้ผลิ–ฤดูร้อนยังไม่ก่อให้เกิดความคืบหน้าในระดับยุทธการอย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้น ภาพสนามรบในเดือนกรกฎาคมจึงมีความจริงสองด้านพร้อมกัน ยูเครนสร้างความคืบหน้าครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าหนึ่งปีในพื้นที่ทางใต้แห่งหนึ่ง ขณะที่รัสเซียยังสามารถขยายพื้นที่ยึดครองโดยรวมได้เล็กน้อยในเดือนเดียวกัน
ยูเครนยังเพิ่มทั้งระยะทางและความถี่ของการโจมตีที่อยู่ลึกหลังแนวหน้า การวิเคราะห์ของแอสโซซิเอเต็ด เพรสที่ถูกอ้างถึงในรายงานยูเครนพบว่า การโจมตีระยะไกลภายในรัสเซียเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่าเมื่อเทียบกับเดือนมกราคม ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซียต้องกระจายตัวครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น ในเดือนกรกฎาคม ยูเครนรายงานว่าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดของรัสเซีย ซึ่งอยู่ห่างจากยูเครนมากกว่า 2,500 กิโลเมตร
เอบีซี นิวส์รายงานว่า แคมเปญโจมตีของยูเครนตลอด 40 วันไปถึงโรงกลั่นน้ำมันในเมืองออมสค์ ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่ที่ยูเครนควบคุมประมาณ 2,700 กิโลเมตร เป้าหมายอื่น ๆ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานน้ำมันและก๊าซ เส้นทางส่งกำลังบำรุง และสถานที่เชิงยุทธศาสตร์
แหล่งข่าวต่าง ๆ อธิบายผลกระทบของการโจมตีแตกต่างกัน และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการโจมตีเพียงอย่างเดียวทำให้เกิดวิกฤตเชื้อเพลิงทั่วประเทศรัสเซีย ข้อสรุปที่ระมัดระวังกว่าคือ ยูเครนพยายามขัดขวางระบบลำเลียงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย พร้อมบีบให้มอสโกต้องกระจายทรัพยากรป้องกันภัยทางอากาศไปยังพื้นที่กว้างกว่าเดิม
คณะติดตามสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในยูเครนยืนยันว่า มีพลเรือนอย่างน้อย 437 คนเสียชีวิต และ 2,610 คนได้รับบาดเจ็บในเดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่มขึ้น 30% จากเดือนมิถุนายน ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 298 คนและบาดเจ็บ 2,041 คน และเพิ่มขึ้น 70% จากเดือนกรกฎาคม 2025
สหประชาชาติระบุว่า จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวมกันสูงกว่าทุกเดือนนับจากเดือนมีนาคม 2022 ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุดนับจากเดือนพฤษภาคม 2022
เด็กเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ โดยมีเด็กเสียชีวิต 17 คน และบาดเจ็บ 166 คน ซึ่งเป็นยอดรายเดือนสูงสุดนับจากเดือนเมษายน 2022 ขีปนาวุธและโดรนพิสัยไกลเป็นสาเหตุหลักที่มีการรายงาน โดยคิดเป็น 38% ของความสูญเสียพลเรือนในการประเมินของสหประชาชาติ
การโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่แนวหน้า รายงานของสหประชาชาติระบุถึงการโจมตีซ้ำหลายครั้งในกรุงเคียฟและเมืองอื่น ๆ ซึ่งสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่อยู่ห่างจากการสู้รบภาคพื้นดิน อันโตนีโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติประณามการโจมตีพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน พร้อมเรียกร้องให้หยุดยิงทันที
สหประชาชาติยังเตือนว่า ความต้องการด้านมนุษยธรรมกำลังรุนแรงขึ้นทั้งในชุมชนแนวหน้าและเมืองที่ถูกโจมตีเป็นประจำ เนื่องจากตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะกรณีที่ผู้ติดตามสถานการณ์ตรวจสอบยืนยันได้ ยอดความสูญเสียจริงจึงอาจสูงกว่านี้
เดือนกรกฎาคมยังไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์อย่างเด็ดขาด แต่สะท้อนแรงกดดันหลักของสงครามได้ชัดเจนขึ้น:
ตัวเลขสนามรบและการรับสมัครหลายชุดมาจากเจ้าหน้าที่ยูเครนหรือหน่วยข่าวกรองยูเครน จึงควรอ่านด้วยความระมัดระวัง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับข้อมูลจากสหประชาชาติและการประเมินจากนักวิเคราะห์ ภาพรวมชี้ว่าสงครามกำลังถูกกำหนดมากขึ้นโดยการขาดแคลนกำลังพล การโจมตีระยะไกล และต้นทุนด้านมนุษยธรรมที่ขยายตัวตามความรุนแรงของการสู้รบ