30 กรกฎาคม 2026 เกิดเหตุแฮกกระเป๋าเงินเย็น Coldcard ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขโมยบิตคอยน์กว่า 1,596–2,055 BTC (ประมาณ 100–130 ล้านดอลลาร์) สาเหตุจากบั๊กในโค้ดเฟิร์มแวร์ที่ถูกเผยแพร่ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ส่งผลให้ความสุ่มในการสร้างคีย์ลดลงจาก 128 บิต เหลือเพียง 40 บิต ทำให้ถูกถอดรหัสได้ ผู้ใช้งานกว่า 7,300 ที่...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What was the scale and nature of the Coldcard hardware wallet hack in 2026 — covering the estimated total losses ($100M–$130M / 1,432–1,816. Article summary: Here is a comprehensive account of the Coldcard hardware wallet breach of July–August 2026, based on reporting from Galaxy Research, TRM Labs, Forbes, Fortune, TechCrunch, The Block, Cointelegraph, and others.. Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers,
วันที่ 30 กรกฎาคม 2026 เป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่กลายเป็นการโจรกรรมกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์บิตคอยน์ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ผู้โจมตีกว่า 15 ราย
ใช้ประโยชน์จากข้อผิดพลาดในโค้ดเฟิร์มแวร์ที่ถูกฝังไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ขโมยบิตคอยน์ไประหว่าง 1,596 ถึง 2,055 BTC หรือประมาณ 100–130 ล้านดอลลาร์
จุดอ่อนนี้คือการที่เฟิร์มแวร์ Coldcard รุ่น v4.0.1 ที่วางจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2021 มี 'preprocessor macro error' ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดในการตรวจสอบค่าแมโคร (macro) ทำให้กระบวนการสร้าง seed phrase (รหัสสำหรับกู้คืนกระเป๋า) หันไปใช้ซอฟต์แวร์สร้างเลขสุ่มเทียม (Pseudorandom Number Generator - PRNG) แทนที่จะใช้ฮาร์ดแวร์สร้างเลขสุ่มจริง (STM32 Hardware Random Number Generator - TRNG)
ส่งผลให้ค่าเอนโทรปี (Entropy) ซึ่งบอกถึงความยากในการคาดเดา ลดลงจาก 128 บิตตามมาตรฐานความปลอดภัย เหลือเพียงประมาณ 40 บิตในรุ่น Mk2 และ Mk3
หรือประมาณ 72 บิตในรุ่น Mk4, Mk5 และ Q
ซึ่งระดับ 40 บิตนั้นสามารถถอดรหัสได้ด้วยกำลังคำนวณทั่วไป
การโจมตีเกิดขึ้นเป็นระลอกอย่างน้อย 4 ระลอก โดยข้อมูลที่ยืนยันแล้วจาก 3 ระลอกแรกคือ 1,596 BTC จากที่อยู่ประมาณ 7,300 แห่ง ตัวเลขความเสียหายที่แตกต่างกันในแต่ละสำนักวิเคราะห์ มีดังนี้:
| แหล่งที่มา | BTC ที่ถูกขโมย | มูลค่าประมาณเป็น USD |
|---|---|---|
| Galaxy Research (ที่ยืนยันแล้ว) | ~1,596 BTC | ~100 ล้านดอลลาร์+ |
| Galaxy Research (รวมระลอกที่ 4) | ~2,000 BTC | ~130 ล้านดอลลาร์ |
| TRM Labs | ~1,816 BTC | ~116 ล้านดอลลาร์ |
| K33 | — | ~114 ล้านดอลลาร์ |
| CryptoQuant / อื่นๆ | 1,432–1,367 BTC | ~89–100 ล้านดอลลาร์ |
ความแตกต่างของตัวเลขนี้เกิดจากช่วงเวลาที่นับและการรวมระลอกการโจมตีที่สี่ซึ่งยังไม่ได้รับการยืนยัน
จุดอ่อนนี้ถูกฝังไว้ในเฟิร์มแวร์ Coldcard v4.0.1 ที่ปล่อยในเดือนมีนาคม 2021 โดยมีสาเหตุมาจากข้อผิดพลาดในการตรวจสอบค่าแมโคร ทำให้เวลาสร้าง seed ระบบจะหลีกเลี่ยงการสุ่มที่แท้จริงจากฮาร์ดแวร์ แล้วหันไปใช้ซอฟต์แวร์สุ่มเทียมที่คำนวณได้
ส่งผลให้ค่าเอนโทรปีลดลงอย่างรุนแรง:
บั๊กนี้อยู่ในโค้ดโอเพนซอร์สของ Coldcard นานถึง 5 ปี โดยไม่มีใครตรวจพบ
กระเป๋าเงินที่ถูกโจมตีทั้งหมดเป็นแบบ 'ลายเซ็นเดียว' (Single-signature) ซึ่งมีช่องโหว่จุดเดียว ส่วนกระเป๋าแบบหลายลายเซ็น (Multi-signature) ไม่ได้รับผลกระทบ
Coinkite ออกเฟิร์มแวร์ที่แก้ไขข้อผิดพลาดนี้แล้ว ซึ่งจะทำให้การสร้าง seed ในอนาคตถูกต้อง อย่างไรก็ตาม แพตช์นี้ ไม่สามารถแก้ไข seed ที่ถูกสร้างขึ้นแล้วโดยเฟิร์มแวร์ที่มีปัญหา ได้ ผู้ใช้ที่สร้างกระเป๋าเงินระหว่างเดือนมีนาคม 2021 จนถึงวันที่ออกแพตช์ จำเป็นต้อง ย้ายสินทรัพย์ทั้งหมดไปยังกระเป๋าเงินใหม่ที่สร้าง seed ใหม่ทันที
โดย Coinkite ได้ส่งอีเมลแจ้งเตือนลูกค้าที่ย้อนไปถึงปี 2019
และได้ทำลายสินค้าคงคลังที่ยังมีเฟิร์มแวร์ที่มีปัญหาทิ้ง
ก่อนเกิดเหตุ Coinkite มีนโยบายความเป็นส่วนตัวที่เข้มงวด โดยจะลบข้อมูลลูกค้า (อีเมล, ประวัติการซื้อ) โดยอัตโนมัติทุก 90–120 วัน หลังจากแฮก บริษัท กลับลำนโยบายนี้ โดยประกาศจะเก็บข้อมูลลูกค้าไว้เพื่อเตรียมรับมือกับ กระบวนการทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น
การตัดสินใจนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้ใช้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว ซึ่งเลือกใช้ Coldcard เพราะนโยบายการเก็บข้อมูลที่น้อยนิดนี้
Coinkite ชี้แจงว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บโดยจำกัดการเข้าถึง และลูกค้าสามารถขอให้ลบข้อมูลตามปกติได้
การโจมตีครั้งนี้กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมบนเครือข่าย (On-chain) สูงที่สุดในปี 2026 มูลค่าการไหลเข้าสุทธิรายสัปดาห์ของ Bitcoin ETF แบบ spot ของสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นเป็นประมาณ 853 ล้านดอลลาร์ ในสัปดาห์ถัดจากเหตุการณ์แฮก เนื่องจากนักลงทุนสถาบันหันไปใช้โซลูชันการดูแลสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้กฎระเบียบ (regulated custody solutions) มากขึ้น
เหตุการณ์แฮก Coldcard ในครั้งนี้ทำให้เห็นถึงความจริงหลายประการสำหรับชุมชนผู้ถือบิตคอยน์ที่เชื่อมั่นในการดูแลสินทรัพย์ด้วยตนเอง:
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
30 กรกฎาคม 2026 เกิดเหตุแฮกกระเป๋าเงินเย็น Coldcard ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขโมยบิตคอยน์กว่า 1,596–2,055 BTC (ประมาณ 100–130 ล้านดอลลาร์)
30 กรกฎาคม 2026 เกิดเหตุแฮกกระเป๋าเงินเย็น Coldcard ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขโมยบิตคอยน์กว่า 1,596–2,055 BTC (ประมาณ 100–130 ล้านดอลลาร์) สาเหตุจากบั๊กในโค้ดเฟิร์มแวร์ที่ถูกเผยแพร่ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ส่งผลให้ความสุ่มในการสร้างคีย์ลดลงจาก 128 บิต เหลือเพียง 40 บิต ทำให้ถูกถอดรหัสได้
ผู้ใช้งานกว่า 7,300 ที่อยู่ได้รับผลกระทบ โดยเป็นกระเป๋าเงินแบบลายเซ็นเดียว (Single signature) ทั้งหมด