เกือบ 15 นาทีที่คูราเซากล้าที่จะฝัน หลังจาก เฟลิกซ์ เอ็นเมชา ซัดประตูขึ้นนำให้เยอรมนีตั้งแต่ต้นเกม ทีมรองบ่อนจากแคริบเบียนก็ตอบโต้อย่างไม่น่าเชื่อในนาทีที่ 21 จากเท้าซ้ายของ ลิวาโน โคเมเนนเซีย ที่ยิงผ่านกลุ่มผู้เล่นเข้าไป ส่งให้แฟนบอลของพวกเขาได้เฮกระจายและทำให้เสียงเชียร์ของกองเชียร์เยอรมันเงียบงันไปชั่วขณะ
ประตูนี้ไม่ใช่แค่การตีเสมอแชมป์โลกสี่สมัย มันคือ "ประตูแรก" ของทีมชาติคูราเซาในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ในนัดแรกที่พวกเขาลงเล่น แฟนบอล "บลูเวฟ" ได้ครอบครองช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของตัวเอง และเพียงชั่วพริบตา ชาติที่เล็กที่สุดในทัวร์นาเมนต์ก็ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมนีถึงกับหวั่นไหว
หนังสือพิมพ์ The Guardian เขียนไว้ว่า คูราเซา "ดื่มด่ำกับช่วงเวลาของตัวเอง" ก่อนที่ความเป็นจริงจะกลับมา ประตูตีเสมอนี้ทำหน้าที่เสมือนสัญญาณปลุกให้ลูกทีมของนาเกิลส์มันน์ตื่นขึ้น และพวกเขาก็ตอบโต้กลับไปด้วยการยิงอีกหกประตูแบบไม่ตอบ
การตอบสนองของเยอรมนีหลังจากถูกตีเสมอ 1-1 นั้นเฉียบขาดอย่างยิ่ง นีโก ชล็อทเทอร์เบ็ก โหม่งจากลูกเตะมุมขึ้นนำอีกครั้งในนาทีที่ 38 และ ไค ฮาแวตซ์ ยิงจุดโทษอย่างเยือกเย็นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งแรก หลังจากเอ็นเมชาถูก รีเชดลี บาโซเออร์ ทำฟาวล์ สกอร์ 3-1 ทำให้การแข่งขันสิ้นสุดลงในทางปฏิบัติ
จามาล มูเซียลา มาทำประตูที่สี่ให้ทีมหลังจากเริ่มครึ่งหลังได้เพียง 47 วินาที จากการจ่ายของโยชัว คิมมิช จากนั้นเกมก็กลายเป็นเกมรุกทางเดียว: นาธาเนียล บราวน์ ซัดเต็มข้อเป็นประตูที่ห้า, ตัวสำรอง เดนิซ อุนดาฟ บวกเพิ่มเป็นหก, และฮาแวตซ์ปิดท้ายด้วยลูกยิงชิพเหนือผู้รักษาประตูอย่างสวยงามในนาทีที่ 88
การมีผู้ทำประตูถึงหกคนที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในเกมรุกที่สร้างความพอใจให้กับนาเกิลส์มันน์ ผู้ซึ่งได้เห็นภัยคุกคามมาจากทุกพื้นที่ของสนาม The Guardian วิเคราะห์ว่าเยอรมนีอาจ "เสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งของพวกเขาด้วยการยิงประตูเพิ่มอีก" แต่ก็สรุปว่า "ความท้าทายที่น่าเกรงขามยิ่งกว่ารออยู่ในเดือนข้างหน้า"
ภาพจำของชัยชนะอันลือลั่น 7-1 เหนือบราซิลในฟุตบอลโลก 2014 ถูกนำกลับมาเล่าขานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสกอร์นี้ได้รื้อฟื้นความทรงจำในรอบรองชนะเลิศนัดนั้นที่เบโลโอรีซอนชี แม้บริบทจะต่างกันโดยสิ้นเชิง — เป็นเพียงนัดเปิดสนามในรอบแบ่งกลุ่มกับทีมน้องใหม่ — แต่ความเฉียบขาดในการจบสกอร์บ่งชี้ว่าเยอรมนียังมีอาวุธหนักที่พร้อมสร้างปัญหาให้คู่แข่งทุกราย
ผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดของเยอรมนี ฮาแวตซ์แสดงความเยือกเย็นเหนือระดับในการยิงจุดโทษก่อนหมดครึ่งแรก โดยส่งบอลให้เอลอย รูม นายทวารของคูราเซาพุ่งผิดทาง เขาปิดท้ายด้วยการทำสองประตูจากการชิพเหนือผู้รักษาประตูที่ออกมาหาช้าๆ อย่างชาญฉลาด ซึ่ง Sports Illustrated เรียกว่าเป็น "การจบสกอร์ด้วยลูกชิพที่สะอาดหมดจด"
ด้วยสองประตูและการเล่นโดยรวมที่ไว้ใจได้ ฮาแวตซ์ได้วางเครื่องหมายแรกในฐานะหัวหอกในเกมรุกของทีม
สตาร์จากบาเยิร์น มิวนิคใช้เวลาเพียง 47 วินาทีหลังจากเริ่มครึ่งหลังเพื่อสังหารเกม ประตูของเขาซึ่งเป็นการยิงในมุมแคบจากลูกทะลุช่องของคิมมิชในนาทีที่ 47 ทำให้สกอร์นำห่างเป็น 4-1 มันคือผลงานที่เด็ดขาดซึ่งสร้างความชอบธรรมให้กับศรัทธาที่นาเกิลส์มันน์มีต่อดาวเตะวัย 23 ปี ซึ่งตำแหน่งของเขากลายเป็นประเด็นถกเถียงในหมู่กูรูก่อนเริ่มทัวร์นาเมนต์
ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามในนาทีที่ 64 กองหน้าจากสตุ๊ตการ์ตสร้างผลงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเกมนี้ อุนดาฟเป็นคนจ่ายให้บราวน์ทำประตู, ทำประตูที่หกด้วยตัวเอง, และจ่ายให้ฮาแวตซ์ปิดท้ายเป็นประตูที่เจ็ด NBC Sports ยกย่องผลงาน "หนึ่งประตูและสองแอสซิสต์จากม้านั่งสำรองว่าเป็นปัจจัยสำคัญในชัยชนะ"
การตัดสินใจของนาเกิลส์มันน์ที่ต้องมั่นใจว่าอุนดาฟจะได้เดินทางไปอเมริกาเหนือ แม้จะมีการแข่งขันที่สูงเพื่อแย่งชิงตำแหน่ง ก็ดูจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
ประตูขึ้นนำที่โค้งสวยงามในนาทีที่ 6 จากการชิ่งหนึ่ง-สองกับฟลอเรียน เวียตซ์ เป็นการเปิดตัวที่สมบูรณ์แบบ ต่อมาเขายังเป็นผู้สร้างจุดโทษที่ฮาแวตซ์สังหารได้ นับเป็นผลงานที่ทรงอิทธิพลในแดนกลาง
เยอรมนีขึ้นนำเป็นจ่าฝูงกลุ่มอีด้วยสามแต้มและประตูได้เสียที่สวยหรู อดีตแชมป์โลกสี่สมัยเลี่ยงการออกสตาร์ทแบบฝันร้ายที่จะรื้อฟื้นบาดแผลจากปี 2018 และ 2022 ได้อย่างสิ้นเชิง แต่คุณภาพของคู่แข่งอย่างคูราเซา หมายความว่าผลงานนี้ต้องถูกมองด้วยมุมมองที่ถูกต้อง เกมที่ยากขึ้นในรอบแบ่งกลุ่มและรอบแพ้คัดออกจะเป็นตัวพิสูจน์ว่า การยิงเจ็ดประตูในนัดนี้ คือสัญญาณที่แท้จริงของการเป็นตัวเต็งแชมป์ หรือเป็นเพียงการถล่มทีม debutant ที่อ่อนชั้นกว่าเท่านั้น
Comments
0 comments