ตลาดหลักที่เป็นพระเอกในการฟื้นตัวครั้งนี้คือ เยอรมนี ซึ่งปกติแล้วเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่และเข้มงวดที่สุดในยุโรป ในเดือนเมษายน 2026 เทสลาจดทะเบียนรถใหม่ในเยอรมนีได้มากถึง 3,149 คัน
ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มขึ้น 256% จากปีก่อน แต่ยังเป็น สถิติเดือนเมษายนที่ดีที่สุด เท่าที่เทสลาเคยทำได้ในประเทศ จากข้อมูลของสำนักงานขนส่งยานยนต์เยอรมนี (KBA) การฟื้นตัวของเยอรมนี ซึ่งปกติเป็นฐานที่มั่นของค่ายรถยนต์ท้องถิ่นอย่าง BMW, Mercedes-Benz และ Volkswagen นับเป็นสัญญาณที่แข็งแกร่งว่าเทสลายังคงมีแรงดึงดูดในตลาดที่ผู้บริโภคพิถีพิถัน
ความสำเร็จไม่ได้กระจายตัวเท่าเทียมกัน ตารางด้านล่างแสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน:
การจะเข้าใจว่า "ดีขึ้น 46.5%" นั้นมีความหมายอย่างไร ต้องย้อนกลับไปดูวิกฤตที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น
ปี 2025 คือฝันร้ายของเทสลาในยุโรป ยอดจดทะเบียนทั้งปีร่วงลงจากประมาณ 326,000 คันในปี 2024 เหลือเพียงราว 235,000 คัน คิดเป็นการหดตัวถึง 28% ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ การที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยรวมใน EU กลับเติบโต โดยมีค่ายจีน โดยเฉพาะ BYD เป็นผู้นำ แต่เทสลากลับมียอดขายดิ่งลงมากกว่าค่ายรถยนต์อื่น ๆ ใน EU ด้วยตัวเลขสูงถึง -37.2%
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ในขณะที่เค้กชิ้นใหญ่ขึ้น เทสลากลับได้ส่วนแบ่งที่เล็กลงอย่างน่าใจหาย
ต้นปี 2026 ก็ไม่ได้เริ่มต้นดีนัก มกราคมนั้นน่ากลัว โดยยอดจดทะเบียนในห้าตลาดใหญ่ร่วงลง 44% ฝรั่งเศสหายไป 42% เนเธอร์แลนด์ร่วง 67% และนอร์เวย์ทรุดหนัก 88%
จุดเปลี่ยนมาในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เมื่อยอดจดทะเบียนใน 15 ประเทศยุโรปพลิกกลับมาเป็นบวก 10% เมื่อเทียบกับปีก่อน นับเป็นการเติบโตรายเดือนครั้งแรกในรอบกว่าหนึ่งปีของเทสลา และโมเมนตัมนี้ก็เร่งตัวขึ้นอย่างมากในเดือนมีนาคม โดยในฝรั่งเศสตัวเลขยอดจดทะเบียนพุ่งขึ้นมากกว่าสามเท่า
จนมาแตะจุดพีคในเดือนเมษายนที่เราเห็นในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการฟื้นตัวนี้เป็น "ภาพลวงตาทางสถิติ" อยู่บ้าง เพราะปี 2025 ที่ใช้เปรียบเทียบนั้นเลวร้ายมาก การเพิ่มขึ้นสูงเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์จึงไม่ได้การันตีว่าเทสลาแข็งแกร่งกว่าเดิมในเชิงโครงสร้าง
ภายใต้เงาของตัวเลขที่ดูสวยหรู คือการเปลี่ยนแปลงสมรภูมิการแข่งขันที่น่าหวั่นใจสำหรับเทสลา
BYD (บีวายดี) ค่ายรถยนต์จีนที่หลายคนในไทยเริ่มคุ้นหู ได้ขึ้นแท่นเป็นผู้ขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2025 แซงหน้าเทสลาไปเรียบร้อยแล้ว และกำลังขยายฐานตลาดในยุโรปอย่างแข็งขัน รถยนต์ไฟฟ้าจีนกลุ่มนี้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตลาด EV ใน EU เติบโตในปี 2025 ในขณะที่เทสลากลับมียอดขายตกลงอย่างน่าใจหายที่สุดในบรรดาค่ายรถทั้งหมด
หลังจากการเปิดเผยข้อมูลเดือนเมษายน 2026 มีบทวิเคราะห์ออกมาเตือนว่า การเติบโตของยอดจดทะเบียนของเทสลานั้นบดบัง "การเสียส่วนแบ่งตลาดที่เร่งขึ้น" ให้กับคู่แข่งจากจีน ในขณะที่ยอดขายของเทสลาฟื้นตัว คู่แข่งอย่าง BYD, XPeng, NIO และ Geely กลับเติบโตเร็วกว่า ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดโดยรวมของเทสลาในยุโรปกำลังถูกกัดกร่อนอย่างต่อเนื่อง
กลยุทธ์สำคัญของคู่แข่งจีนคือการตั้งราคาที่ดุดัน (Aggressive Pricing) และการออกแบบที่หรูหราด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า ซึ่งเป็นเหมือนการตอกย้ำว่าตลาด EV โลกไม่ได้มีเทสลาเป็นเพียงตัวเลือกเดียวอีกต่อไป
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด เทสลายังคงเดิมพันครั้งใหญ่กับการตั้งฐานการผลิตในยุโรป
ในเดือนพฤษภาคม 2026 เทสลาประกาศอัดฉีดเงินลงทุนเพิ่มอีก 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,000 ล้านบาท) เข้าไปใน กิกะแฟคทอรี เบอร์ลิน-บรันเดินบวร์ค (Gigafactory Berlin-Brandenburg) ในเมืองกรึนไฮเดอ ประเทศเยอรมนี เพื่อขยายการผลิตแบตเตอรี่เซลล์ การลงทุนนี้มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์หลายด้าน:
1. กำลังการผลิตแบตเตอรี่ที่เหนือกว่า:
การลงทุนใหม่นี้จะทำให้กำลังการผลิตแบตเตอรี่ต่อปีพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่า ไปอยู่ที่ 18 กิกะวัตต์-ชั่วโมง (GWh) จากเป้าหมายเดิมที่ 8 กิกะวัตต์-ชั่วโมง ท ซึ่งเทียบเท่ากับการเพิ่มกำลังการผลิตแบตเตอรี่จากโรงงานขนาดใหญ่เพิ่มอีกหนึ่งแห่ง
2. การจ้างงานในท้องถิ่น:
คาดว่าจะสร้างงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแบตเตอรี่มากกว่า 1,500 ตำแหน่ง ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเยอรมนีกำลังเผชิญความไม่แน่นอน ท
3. การผลิตรถยนต์ที่สูงขึ้น:
เทสลามีแผนจะเพิ่มการผลิตรถยนต์ขึ้นอีก 20% ในฤดูร้อนปี 2026 โดยมีเป้าหมายอยู่ที่ประมาณ 6,000 คันต่อสัปดาห์ ท
4. ความทะเยอทะยานในระยะยาว:
โรงงานแห่งนี้ยังมีเป้าหมายสูงสุดในการผลิตรถยนต์ให้ได้ หนึ่งล้านคันต่อปี ซึ่งจะยกระดับให้เป็นศูนย์กลางการผลิต EV ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก