ภายในห้องโดยสารมีสีเบาะใหม่ ได้แก่ Beech Brown และ Cherry Red พร้อมตัวเลือกสีตัวถัง วัสดุตกแต่ง และลายคิ้วประดับใหม่ นอกจากนี้ระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester 3D ยังได้รับการอัปเกรดด้วย
จุดเปลี่ยนที่น่าจะสัมผัสได้ในการใช้งานประจำวันคือพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันแบบใหม่ ซึ่งนำปุ่มควบคุมจริงกลับมาใช้อีกครั้ง โดยมีสวิตช์โยกสำหรับจำกัดความเร็วและระบบ DISTRONIC รวมถึงลูกกลิ้งสำหรับปรับระดับเสียง
ชุดหน้าจอยังคงเป็นแผงมาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานคู่กับหน้าจอกลางระบบสัมผัสขนาด 11.9 นิ้ว จึงเป็นการเพิ่มความรู้สึกในการควบคุมที่จับต้องได้ โดยยังคงสถาปัตยกรรมห้องโดยสารที่เน้นหน้าจอเป็นศูนย์กลางเช่นเดิม
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดอาจเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น นั่นคือ C-Class รุ่นปรับโฉมพัฒนาบน Mercedes-Benz Operating System หรือ MB.OS ซึ่งรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-the-Air สำหรับฟังก์ชันต่าง ๆ ของรถในวงกว้างขึ้น
แนวคิดสำคัญคือรถสามารถพัฒนาความสามารถหลังการซื้อได้ โดยการปรับปรุงบางอย่างอาจส่งตรงถึงรถผ่านระบบออนไลน์โดยไม่จำเป็นต้องนำรถเข้าศูนย์บริการ อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดของทุกฟังก์ชันที่สามารถอัปเดตได้ และขอบเขตการใช้งานอาจแตกต่างกันไปตามตลาดและระดับอุปกรณ์
ระบบ MBUX รุ่นที่ 4 มาพร้อมผู้ช่วยเสียง “Hey Mercedes” หรือ MBUX Virtual Assistant ซึ่งผสานเทคโนโลยีจาก ChatGPT, Microsoft Bing และ Google Gemini โดย Mercedes-Benz ระบุว่าสามารถรองรับบทสนทนาที่ซับซ้อนขึ้น จดจำบริบทระยะสั้น ตอบคำถามทั่วไป และใช้บริบทจากการพูดคุยเพื่อแนะนำเพลงหรือพอดแคสต์ได้
แทนที่จะต้องใช้คำสั่งตายตัว ผู้ขับขี่สามารถพูดกับรถด้วยภาษาธรรมชาติมากขึ้น และถามต่อเนื่องจากคำตอบเดิมได้ อย่างไรก็ดี ความสามารถของระบบยังขึ้นอยู่กับการให้บริการและพฤติกรรมของบริการออนไลน์ในแต่ละตลาด
ระบบนำทางใช้ Google Maps และทำงานร่วมกับ MBUX Surround Navigation ขณะที่ Google Cloud’s Automotive AI Agent ซึ่งพัฒนาด้วย Gemini บน Vertex AI ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยตอบคำถามเชิงสนทนาเกี่ยวกับจุดหมาย สถานที่น่าสนใจ และที่จอดรถ โดยอ้างอิงข้อมูลจากหลายแหล่ง
ในทางปฏิบัติ ผู้ขับขี่จึงไม่จำเป็นต้องจำกัดคำสั่งอยู่แค่การป้อนที่อยู่ปลายทาง แต่สามารถถามเป็นประโยคกว้าง ๆ เกี่ยวกับสถานที่ที่ควรไป หรือที่จอดรถใกล้จุดหมาย แล้วโต้ตอบต่อเป็นบทสนทนาได้
Mercedes-Benz ระบุว่ากลุ่มเครื่องยนต์เบนซินรุ่นปรับปรุงเป็นระบบ Mild Hybrid ที่ใช้ไฟฟ้าช่วย โดยพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สมรรถนะ และเตรียมรองรับมาตรฐาน Euro 7 ที่กำลังจะมาถึง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ใช่ตารางสเปกแบบยืนยันครบทุกโมเดล ดังนั้นจึงยังไม่ควรสรุปตัวเลขกำลังของ C-Class Mild Hybrid แต่ละรุ่นจากประกาศภาพรวมเพียงอย่างเดียว
รุ่นที่มีรายละเอียดชัดเจนที่สุดคือ C 400 e 4MATIC ปลั๊กอินไฮบริด ซึ่งมีกำลังรวม 290 กิโลวัตต์ หรือ 389 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ใช้แบตเตอรี่ขนาด 19.53 กิโลวัตต์-ชั่วโมง และวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าได้ไกลสูงสุด 100 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP
สำหรับอัตราเร่ง ความเร็วสูงสุด และกำลังการชาร์จของ C 400 e ยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันได้จากแหล่งข้อมูลที่ให้มา จึงไม่ควรเติมตัวเลขด้วยการคาดเดาหรืออ้างอิงจาก C-Class รุ่นอื่น
Mercedes-Benz เปิดรับคำสั่งซื้อ C-Class รุ่นซีดานและ Estate ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน ดีเซล และปลั๊กอินไฮบริดในเยอรมนีตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2026 โดย C 200 ซีดานมีราคาเริ่มต้น 41,045 ยูโร ก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ 48,844 ยูโรเมื่อรวมภาษีแล้ว
ตัวเลขดังกล่าวเป็นราคาเปิดตัวในเยอรมนี ไม่ใช่ราคากลางสำหรับทุกประเทศในยุโรปหรือทุกตลาดทั่วโลก ขณะเดียวกันยังไม่มีข้อมูลเปรียบเทียบแบบรุ่นต่อรุ่นกับ C-Class รุ่นก่อนหน้าที่น่าเชื่อถือพอจะยืนยันว่าราคาเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าใด
ดังนั้น จุดขายที่ชัดเจนที่สุดของ C-Class รุ่นปี 2027 จึงอยู่ที่แพ็กเกจซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งมาพร้อมการปรับดีไซน์เป็นจุด ๆ และตัวเลือกปลั๊กอินไฮบริดที่มีความสามารถมากขึ้น มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงด้านความคุ้มค่าที่มีตัวเลขยืนยันครบถ้วนแล้ว