พูดง่าย ๆ คือ OpenAI ใช้เงินประมาณ 2.60 ดอลลาร์เพื่อสร้างรายได้ทุก 1 ดอลลาร์
| รายการ | ปี 2024 | ปี 2025 |
|---|---|---|
| รายได้ | 3,700 ล้านดอลลาร์ | 13,070 ล้านดอลลาร์ |
| ค่าใช้จ่ายและต้นทุนรวม | ประมาณ 8,800 ล้านดอลลาร์ | 34,000 ล้านดอลลาร์ |
| ขาดทุนจากการดำเนินงาน | ประมาณ 5,800 ล้านดอลลาร์ | 20,920 ล้านดอลลาร์ |
| ขาดทุนสุทธิที่เป็นของ OpenAI | ประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ | 38,530 ล้านดอลลาร์ |
การใช้จ่ายส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งอยู่ที่ 19,180 ล้านดอลลาร์ โดยประมาณ 10,590 ล้านดอลลาร์จ่ายให้ Microsoft สำหรับโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ขณะที่ต้นทุนรายได้ ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายโดยตรงในการให้บริการโมเดล AI ผ่านศูนย์ข้อมูล อยู่ที่ 7,500 ล้านดอลลาร์ และค่าใช้จ่ายด้านการขายและการตลาดอยู่ที่ 5,730 ล้านดอลลาร์
ผลขาดทุนจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 20,920 ล้านดอลลาร์ จาก 5,800 ล้านดอลลาร์ในปีก่อน ส่วนขาดทุนสุทธิที่เป็นของ OpenAI พุ่งเป็น 38,530 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 8 เท่าของปีก่อน
การปรับโครงสร้างครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านของ OpenAI ไปสู่โครงสร้างแบบแสวงหากำไรมีส่วนสำคัญต่อขาดทุนสุทธิ อย่างไรก็ตาม หากไม่นับรายการที่ไม่ใช่เงินสดและค่าใช้จ่ายจากการปรับโครงสร้าง บริษัทก็ยังขาดทุนอยู่ประมาณ 8,000 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขปี 2025 เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพรวมทางการเงินในระยะยาว ข้อมูลคาดการณ์ภายในที่ถูกรายงานก่อนหน้านี้ระบุว่า OpenAI อาจใช้เงินสดไป 17,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพิ่มจากประมาณ 9,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าผลขาดทุนสะสมอาจแตะ 115,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2029 และบริษัทอาจยังไม่สามารถทำกำไรได้จนกว่าจะเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 2030
แม้การระดมทุน Series F มูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนมีนาคม 2025 ซึ่งนำโดย SoftBank และประเมินมูลค่า OpenAI ไว้ที่ 300,000 ล้านดอลลาร์ จะยังคงเป็นหนึ่งในรอบระดมทุนเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่มีรายงานว่า OpenAI กำลังมองหาเงินทุนเพิ่มเติมอีก 100,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเดินหน้าตามแผนการใช้จ่าย
ความเสี่ยงของ SoftBank ไม่ได้อยู่แค่ราคาหุ้น OpenAI บนกระดาษ เพราะกลุ่มบริษัทมีทั้งเงินลงทุนโดยตรง ความเชื่อมโยงด้านรายได้ และการพึ่งพามูลค่าหุ้นดังกล่าวเพื่อสนับสนุนการเงินของตัวเอง
1. เงินลงทุนกระจุกตัวสูง
SoftBank ลงทุนใน OpenAI โดยตรงมากกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์ และบันทึกกำไรจากการลงทุนประมาณ 45,000 ล้านดอลลาร์ในปีงบการเงินที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2026 ผลกำไรประจำปี 46,000 ล้านดอลลาร์ของ Vision Fund ถูกระบุว่า “ขับเคลื่อนหลัก” โดยสถานะการลงทุนใน OpenAI
ดังนั้น หากมูลค่าของ OpenAI ถูกประเมินใหม่หรือต้องบันทึกด้อยค่าการลงทุน ผลกระทบต่อผลประกอบการรวมของ SoftBank ก็อาจมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ
2. ใช้หุ้น OpenAI ค้ำประกันเงินกู้ได้ยาก
ความพยายามของ SoftBank ในการขอสินเชื่อมาร์จิ้นอย่างน้อย 6,000 ล้านดอลลาร์ โดยใช้หุ้น OpenAI เป็นหลักประกัน เผชิญอุปสรรค ตามรายงานของ Bloomberg News เมื่อต้นเดือนมิถุนายน
สินเชื่อมาร์จิ้นคือเงินกู้ที่ใช้สินทรัพย์ทางการเงินค้ำประกัน ความยากลำบากในการนำหุ้น OpenAI มาใช้ค้ำประกันอาจสะท้อนว่า ผู้ให้กู้มองเห็นความเสี่ยงขาลงอย่างมีนัยสำคัญ และทำให้ SoftBank เปลี่ยนมูลค่าการลงทุนดังกล่าวเป็นเงินสดหรือใช้เป็นหลักประกันได้จำกัด
3. SoftBank ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ของ OpenAI
รายได้ 867 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 6.6% ของรายได้ทั้งหมดของ OpenAI ในปี 2025 มาจาก SoftBank ทำให้กลุ่มบริษัทญี่ปุ่นเป็นทั้งผู้ลงทุนรายใหญ่และหนึ่งในลูกค้าสำคัญของ OpenAI
4. ยังไม่มีจุดคุ้มทุนในระยะใกล้
ในปี 2025 OpenAI มีต้นทุนสูงกว่ารายได้ประมาณ 21,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านพลังประมวลผลและโครงสร้างพื้นฐานยังเพิ่มขึ้น บริษัทจึงยังห่างไกลจากจุดคุ้มทุน
หาก OpenAI ต้องระดมทุนเพิ่มในเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย หรือไม่สามารถทำกำไรได้ตามกรอบเวลาที่คาดไว้ กำไรบนกระดาษของ SoftBank ก็อาจลดลงอย่างรวดเร็ว
การร่วงลงของหุ้น SoftBank สะท้อนความกังวลที่มาบรรจบกันหลายด้าน ได้แก่ อัตราการใช้เงินสดที่สูงมาก การใช้จ่ายเพื่อประมวลผล AI ที่ยังเร่งตัว ความยากในการกู้เงินโดยใช้หุ้น OpenAI ค้ำประกัน และการที่ผลกำไรของ Vision Fund พึ่งพาสถานะการลงทุนใน OpenAI อย่างมาก
สำหรับนักลงทุน ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า OpenAI มีรายได้โตเร็วแค่ไหน แต่คือบริษัทจะเปลี่ยนการเติบโตนั้นให้เป็นกระแสเงินสดและกำไรได้เมื่อใด ขณะเดียวกัน SoftBank ก็ต้องพิสูจน์ว่า การเดิมพันกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์กับบริษัท AI แห่งเดียวจะสร้างมูลค่าระยะยาวได้จริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขกำไรจากการประเมินมูลค่าที่อาจเปลี่ยนแปลงได้