วันที่ 30 พฤษภาคม 2569 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ถูกอ้างว่าเป็น 'การโจมตีด้วยโดรน' ที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ซาปอริซเซีย (ZNPP) ซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซีย เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดคำขู่ที่น่าตกใจจาก ดมิทรี เมดเวเดฟ (Dmitry Medvedev) รองประธานสภาความมั่นคงของรัสเซีย เขาขู่ว่าหากเกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้นที่โรงไฟฟ้าดังกล่าว รัสเซียอาจตอบโต้ด้วย "การโจมตีแบบสมมาตร" ต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศยูเครนและที่สร้างความตื่นตระหนกยิ่งขึ้นคือ ต่อโรงไฟฟ้าใน ประเทศสมาชิกนาโต้ ด้วย
คำขู่ดังกล่าวได้จุดชนวนความกังวลในระดับนานาชาติทันที ตอกย้ำถึงความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ที่แขวนอยู่บนเส้นด้ายในพื้นที่สมรภูมิสงคราม และปลุกความกลัวถึงการขยายขอบเขตของสนามรบอย่างจงใจ
แถลงการณ์ของเมดเวเดฟที่เผยแพร่ทางแพลตฟอร์มข้อความ MAX มีความเด็ดขาดและตรงไปตรงมา เขาเตือนว่าการทำลายตัวอาคารเครื่องปฏิกรณ์หรืออาคารกังหันของโรงไฟฟ้าอย่างย่อยยับ จะเป็น "เชอร์โนบิลครั้งใหม่" และ "ไม่ได้ดีไปกว่าการใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธวิธี"
จากนั้นเขาได้ระบุสูตรการตอบโต้ที่ชัดเจนว่า รัสเซียอาจตอบโต้ด้วย "การโจมตีแบบสมมาตร" ไปยังโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครน รวมถึงที่เซาท์ยูเครน (South Ukraine), ริฟเน (Rivne) และคเมลนิตสกี (Khmelnytsky) และต่อโรงงานนิวเคลียร์ในกลุ่มประเทศนาโต้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง
การพุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์พลเรือนในดินแดนของนาโต้โดยตรงเช่นนี้ นับเป็นการยกระดับวาทกรรมครั้งสำคัญ
ชนวนที่จุดชนวนคำขู่ของเมดเวเดฟคือรายงานเหตุการณ์โดรนที่โรงไฟฟ้าซาปอริซเซีย ในวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม รอสอะตอม (Rosatom) บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย อ้างว่า โดรนควบคุมด้วยไฟเบอร์ออปติกของยูเครน พุ่งชนอาคารกังหันของหน่วยผลิตไฟฟ้าที่ 6 ทำให้เกิดรูโหว่ที่ผนัง
นายอเล็กเซ ลิคาเชฟ (Alexey Likhachev) ซีอีโอของรอสอะตอม เรียกการโจมตีครั้งนี้ว่า "จงใจ" แต่ระบุว่าไม่มีอุปกรณ์หลักส่วนใดเสียหาย
ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ได้รับแจ้งจากผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าที่รัสเซียแต่งตั้ง โดยยืนยันรายงานว่ามีโดรนพุ่งชนอาคารกังหัน
นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวโดดๆ ก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม IAEA เคยบันทึกความเสียหายของอุปกรณ์ตรวจวัดทางอุตุนิยมวิทยาที่ห้องปฏิบัติการควบคุมรังสีภายนอกของโรงไฟฟ้า หลังจากเกิดเหตุโจมตีด้วยโดรนอีกครั้ง
เคียฟปฏิเสธคำกล่าวอ้างของรัสเซียในทันที กองกำลังป้องกันภาคใต้ของยูเครน ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้โจมตีหน่วยผลิตไฟฟ้าที่ 6 โดยระบุว่ากองกำลังของตน "ปฏิบัติการภายใต้กรอบของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเท่านั้น" และตระหนักดีถึงผลที่จะตามมาจากการกระทำใดๆ ต่อโรงงานนิวเคลียร์
เจ้าหน้าที่ยูเครนปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ว่าเป็น "แผนโฆษณาชวนเชื่อ" ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัสเซียยกระดับความรุนแรง สำนักข่าว Kyiv Independent ตั้งข้อสังเกตว่า เมดเวเดฟ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องคำพูดยั่วยุได้ใช้ประโยชน์จากข้อกล่าวหาโจมตีด้วยโดรนที่ไร้การสนับสนุน เพื่อข่มขู่ตอบโต้ด้วยอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง
นายราฟาเอล กรอสซี (Rafael Grossi) ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA ตอบโต้ด้วยความกังวลอย่างยิ่ง โดยเตือนว่า "การโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ก็เหมือนกับการเล่นกับไฟ" หน่วยงานดังกล่าวเรียกร้องให้เข้าไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทันที และพยายามขอตรวจสอบความเสียหายด้วยตนเอง
กรอสซีย้ำถึงหลักการพื้นฐานที่ว่า "ไม่ควรมีการโจมตีใดๆ ทั้งสิ้นจากหรือต่อโรงไฟฟ้า" แต่คำร้องขอซ้ำๆ ของ IAEA ก็ยังคงเผชิญกับข้อจำกัดในทางปฏิบัติ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานในพื้นที่ต้องพึ่งพาข้อมูลจากฝ่ายบริหารที่รัสเซียแต่งตั้งในสถานที่ที่ถูกยึดครอง
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เมดเวเดฟขู่จะโจมตีโรงงานนิวเคลียร์นอกพรมแดนยูเครน ถ้อยแถลงล่าสุดนี้สะท้อนคำขู่ที่เขาเคยกล่าวไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 หลังมีรายงานความพยายามโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สโมเลนสค์ (Smolensk)
ในครั้งนั้น เมดเวเดฟระบุว่าหากได้รับการยืนยันว่ามีการโจมตีด้วยขีปนาวุธของนาโต้ที่โรงไฟฟ้าสโมเลนสค์ รัสเซียควรพิจารณา "การโจมตีพร้อมกันที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เซาท์ยูเครน, ริฟเน และคเมลนิตสกี รวมถึงโรงงานนิวเคลียร์ในยุโรปตะวันออก" คำขู่ในปี 2569 นี้ได้นำเอาภาษาเดิมมาใช้ซ้ำเกือบทุกคำ เป็นการส่งสัญญาณถึงท่าทีที่เตรียมการมาอย่างดี มากกว่าที่จะเป็นคำพูดที่พลุ่งพล่านเพียงครั้งเดียว
รูปแบบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีส่งสัญญาณทางนิวเคลียร์ของมอสโกในวงกว้าง นับตั้งแต่การรุกรานยูเครนในปี 2565 เมดเวเดฟเคยอ้างถึงหลักนิยมทางนิวเคลียร์ของรัสเซียหลายต่อหลายครั้งเพื่อเตือนชาติตะวันตกไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในยูเครนลึกขึ้น รวมถึงการขู่ว่าจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์เพื่อปกป้องดินแดนยูเครนที่ถูกผนวก
โรงไฟฟ้าซาปอริซเซียซึ่งเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 แม้ว่าโรงงานจะไม่ได้ผลิตไฟฟ้าแล้ว แต่ก็ยังคงต้องการพลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่เก็บไว้เกิดความร้อนสูงเกินไป
สถานที่แห่งนี้เคยเป็นจุดร้อนแรงมาตลอดช่วงสงคราม เจ้าหน้าที่ IAEA ที่ประจำการอยู่ที่นั่นรายงานว่าได้ยินเสียงปืน กิจกรรมทางโดรน และการระเบิดในบริเวณใกล้เคียงกับโรงงานและศูนย์ฝึกอบรมของโรงงานอยู่หลายครั้ง
ในเดือนพฤษภาคม 2569 เพียงเดือนเดียว หน่วยงานเฝ้าระวังของสหประชาชาติได้บันทึกเหตุการณ์ต่างๆ มากมาย:
แต่ละเหตุการณ์ได้เพิ่มความเสี่ยงสะสมที่อาจนำไปสู่การคำนวณผิดพลาดหรืออุบัติเหตุครั้งหายนะ
คำขู่ของเมดเวเดฟไม่ได้เป็นเพียงแค่การแก้แค้น แต่เป็นสัญญาณว่ามอสโกมองว่าโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์คือจุดที่ชอบธรรมในการเป็นเครื่องมือต่อรองและยกระดับความขัดแย้งกับนาโต้ ด้วยการเชื่อมโยงเหตุการณ์ทั่วไปที่ซาปอริซเซียเข้ากับความเป็นไปได้ในการโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในดินแดนนาโต้อย่างชัดเจน รัสเซียกำลังพยายามขยายขอบเขตของต้นทุนที่ชาติตะวันตกจะต้องจ่ายในการสนับสนุนยูเครน
ไม่ว่าในตอนนี้คำขู่ดังกล่าวจะเป็นการข่มขู่ลมๆ แล้งๆ หรือเป็นสัญญาณปฏิบัติการที่แท้จริงนั้นยังไม่แน่ชัด สิ่งที่แน่ชัดคือ โรงไฟฟ้าซาปอริซเซียยังคงตั้งอยู่บนขอบของความขัดแย้งที่กว้างขึ้น โดยความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แขวนอยู่บนเส้นด้ายบางๆ
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
30 พ.ค. 2569 ดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ขู่ว่ารัสเซียอาจตอบโต้ด้วยการโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครนและประเทศสมาชิกนาโต้ หากเกิดภัยพิบัติขึ้นที่โรงไฟฟ้าซาปอริซเซีย [18][20][24]
30 พ.ค. 2569 ดมิทรี เมดเวเดฟ รองประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ขู่ว่ารัสเซียอาจตอบโต้ด้วยการโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในยูเครนและประเทศสมาชิกนาโต้ หากเกิดภัยพิบัติขึ้นที่โรงไฟฟ้าซาปอริซเซีย [18][20][24] ต้นเหตุมาจากรายงานเหตุโดรนชนอาคารกังหันของโรงไฟฟ้า ซึ่งรอสอะตอม (Rosatom) กล่าวหายูเครนว่าจงใจโจมตี ขณะที่เคียฟปฏิเสธ และ IAEA ระบุยังไม่สามารถตรวจสอบผู้รับผิดชอบได้โดยอิสระ [22][27][32]
การข่มขู่ครั้งนี้สอดคล้องกับวาทกรรมนิวเคลียร์ที่มอสโกเคยใช้เมื่อ ก.ค. 2568 หลังมีรายงานการโจมตีโรงไฟฟ้าสโมเลนสค์ แสดงให้เห็นถึงรูปแบบการขู่ใช้กำลังเพื่อกดดันชาติตะวันตก [41][47]