/effort xhighนอกจากนี้ Claude Fable 5 ซึ่ง Anthropic อธิบายว่าเป็นโมเดลระดับ “Mythos-class” ที่อยู่เหนือ Opus ถูกเพิ่มเข้ามาตั้งแต่ v2.1.170 ในวันที่ 9 มิถุนายน และรวมอยู่ในแพ็กเกจ Pro, Max, Team และ Enterprise แบบซื้อที่นั่ง จนถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2026
อย่างไรก็ตาม โมเดลเริ่มต้นยังแตกต่างกันไปตามแพ็กเกจและแพลตฟอร์ม โดย Claude Platform บน AWS ตั้งต้นที่ Opus 4.7 ขณะที่ Pro และ Team Standard ใช้โมเดลเริ่มต้นอีกแบบ
ในช่วงอัปเดตวันที่ 8–12 มิถุนายน หรือ Claude Code v2.1.166–v2.1.176 sub-agent สามารถสร้าง sub-agent ของตัวเองได้ ทำให้ Claude แบ่งงานออกเป็นหลายชั้นและกระจายงานย่อยออกไปได้ละเอียดขึ้น
สำหรับงานที่ทำอยู่เบื้องหลัง ระบบจำกัดการทำงานต่อเนื่องไว้ที่ สูงสุด 5 ระดับ เพื่อป้องกันการสร้างงานพร้อมกันมากเกินไป ส่วนสายงานที่ทำอยู่เบื้องหน้า หรือ foreground สามารถสร้างต่อได้ทุกระดับและมีระบบจำกัดตัวเอง
Claude Code ยังเพิ่มแผง sub-agent ใต้ช่องพรอมต์ ซึ่งแสดงโครงสร้างต้นไม้ของงานทั้งหมด จำนวนผู้สืบทอดในแต่ละจุด และเส้นทางย้อนกลับไปยังเซสชันหลัก ขณะเดียวกันคำสั่ง /agents จะเปิดแดชบอร์ดสำหรับดูงานซ้อนที่กำลังดำเนินอยู่
Claude Code v2.1.169 มาพร้อมฟีเจอร์ที่เน้นความสะดวกและการแก้ปัญหาในสถานการณ์จริงหลายรายการ
--safe-mode เปิด Claude Code โดยปิดการปรับแต่งทั้งหมด เช่น ไฟล์ CLAUDE.md, skills, plugins, hooks, MCP servers และคำสั่งที่ผู้ใช้สร้างขึ้น เหมาะสำหรับตรวจสอบว่าโปรเจกต์มีปัญหาจากการตั้งค่าหรือไม่ ขณะที่การยืนยันตัวตน การเลือกโมเดล และเครื่องมือพื้นฐานยังใช้งานได้ /cd เปลี่ยนโฟลเดอร์ทำงานของเซสชันระหว่างการสนทนาโดยไม่ทำลาย prompt cache ระบบจะเพิ่ม CLAUDE.md ของโฟลเดอร์ใหม่เป็นข้อความ แทนการเขียนทับ system prompt และย้ายพื้นที่จัดเก็บของโปรเจกต์ตามไปด้วย ทำให้คำสั่ง --resume และ --continue ยังค้นหาเซสชันเดิมในตำแหน่งใหม่ได้ fallbackModel ตั้งค่าโมเดลสำรองได้สูงสุด 3 รุ่น โดยระบบจะลองเรียกใช้ตามลำดับเมื่อโมเดลหลักมีโหลดสูงหรือไม่พร้อมให้บริการ Auto Mode คือโหมดที่ให้ Claude ตัดสินใจเกี่ยวกับการอนุญาตทำงานแทนผู้ใช้มากขึ้น เพื่อลดการหยุดถามซ้ำระหว่างงานระยะยาว เดิมฟีเจอร์นี้เปิดตัวในรูปแบบ research preview ช่วงปลายเดือนมีนาคม
ในการอัปเดตช่วงวันที่ 18–22 พฤษภาคม หรือ v2.1.143–v2.1.149 Auto Mode เปิดให้ผู้ใช้แพ็กเกจ Pro และรองรับ Sonnet 4.6 เพิ่มเติมจาก Opus
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา Auto Mode ก็ขยายไปยังผู้ให้บริการรายอื่น ได้แก่ Amazon Bedrock, Google Vertex AI และ Microsoft Foundry สำหรับ Opus 4.7 และ Opus 4.8 โดยระบบเปลี่ยนจากการถามขออนุญาตทุกครั้งเป็นการตรวจสอบความปลอดภัยเบื้องหลัง ผู้ใช้ต้องเปิดใช้งานด้วยตัวแปรสภาพแวดล้อม CLAUDE_CODE_ENABLE_AUTO_MODE=1
นอกจากโมเดลและเอเจนต์แล้ว Anthropic ยังเพิ่มความสามารถสำหรับงานที่ก่อนหน้านี้ต้องใช้เครื่องมืออื่นประกอบ
/ultrareview เป็น public research preview ที่ส่งชุดเอเจนต์ค้นหาบั๊กบนคลาวด์ไปตรวจสอบ branch หรือ pull request ผลการตรวจสอบจะส่งกลับมายัง CLI หรือ Desktop โดยอัตโนมัติ และสามารถระบุ PR โดยตรง เช่น /ultrareview 1234 claude agents รวมทุกเซสชันของ Claude Code ไว้ในหน้าจอเดียว พร้อมแสดงว่างานใดกำลังทำอยู่ ติดขัด หรือเสร็จแล้ว รองรับตัวเลือก dispatch และการจำกัดขอบเขตด้วย --cwd กด Enter เพื่อเข้าไปยังบทสนทนาใดก็ได้ และกดปุ่มลูกศรซ้ายเพื่อกลับไปยังรายการ /goal ใช้กำหนดเงื่อนไขว่างานจะถือว่าเสร็จเมื่อใด Claude จะทำงานต่อข้ามหลายรอบโดยอัตโนมัติ หลังจบแต่ละรอบ โมเดลความเร็วสูงจะตรวจสอบว่าเป้าหมายสำเร็จหรือยัง หากยังไม่สำเร็จ Claude จะเริ่มรอบถัดไปเอง ฟีเจอร์นี้ใช้ได้ทั้งโหมดโต้ตอบ, -p และ Remote Control สำหรับงานขนาดใหญ่ เช่น การตรวจสอบโค้ดทั้งโค้ดเบสหรือการย้ายระบบ dynamic workflows ช่วยให้ Claude เขียนสคริปต์สำหรับควบคุมงาน จากนั้นกระจายให้ sub-agent หลายตัวทำงานเบื้องหลัง
คำหลักที่ใช้เรียก workflow นี้ถูกเปลี่ยนเป็น ultracode ใน v2.1.160 ส่วนคำสั่ง /code-review ใช้รายงานบั๊กด้านความถูกต้องของโค้ด โดยผู้ใช้เลือกระดับ effort ที่ต้องการได้
เพื่อรับมือกับรอบการพัฒนาที่รวดเร็ว Anthropic เปิดดัชนี What's New ที่ code.claude.com/docs/en/whats-new โดยจัดเนื้อหาตามสัปดาห์ ตั้งแต่ Week 13 ถึง Week 24 แต่ละรายการเป็นบทสรุปพร้อมตัวอย่างโค้ด เดโม และคำอธิบายว่าฟีเจอร์นั้นมีประโยชน์อย่างไร
หน้าเดียวกันยังเชื่อมไปยัง changelog ฉบับเต็มและเอกสารการตั้งค่าโมเดล ขณะที่ไฟล์แบบอ่านด้วยเครื่องที่ /docs/llms.txt เปิดทางให้นักพัฒนาดึงดัชนีเอกสารทั้งหมดไปใช้งานผ่านโปรแกรมได้
ภาพรวมของการอัปเดตชุดนี้ชัดเจนว่า Claude Code กำลังขยับจากเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดไปสู่สภาพแวดล้อมที่ Claude สามารถวางแผน แบ่งงาน เรียกเอเจนต์ย่อย ตรวจสอบผลลัพธ์ และทำงานต่อเนื่องได้ด้วยตัวเองมากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้ยังต้องเลือกโมเดล แพ็กเกจ และโหมดการอนุญาตให้เหมาะกับระดับการควบคุมที่ต้องการ