แรงระเบิดทำให้เกิดไฟไหม้ มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย ได้แก่ ผู้หญิงหนึ่งคนและเด็กชายอายุ 14 ปี และต้องอพยพผู้อยู่อาศัยประมาณ 70 คน กระทรวงกลาโหมโรมาเนียระบุว่า โดรนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานบริเวณแม่น้ำดานูบของยูเครน
เรดาร์โรมาเนียตรวจพบโดรนตั้งแต่เวลา 01.46 น. ขณะยังอยู่ในน่านฟ้ายูเครน ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 19 กิโลเมตร จากนั้นโดรนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกือบ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเหนือพื้นที่ชุมชน ทำให้เหลือเวลาเพียงไม่กี่นาทีก่อนถึงอาคาร
โรมาเนียส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 สองลำและเฮลิคอปเตอร์ทหารจากฐานทัพอากาศที่เมืองเฟเตชต์ขึ้นสกัด โดยนักบินได้รับอนุญาตให้ยิงทำลายเป้าหมาย แต่กระทรวงกลาโหมประเมินว่าเวลาที่เหลือไม่เพียงพอ และการยิงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อพลเรือน
ผลวิเคราะห์ชิ้นส่วนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมระบุว่า ซากโดรนมีโครงสร้างและการทำงานตรงกับ Geran-2 ที่พบจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จึงสนับสนุนข้อสรุปของโรมาเนียว่าเป็นอาวุธจากรัสเซีย
สำหรับโรมาเนีย นี่เป็นการรุกล้ำน่านฟ้าครั้งที่ 28 ที่ได้รับการยืนยันนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบต่อยูเครน และเป็นครั้งแรกที่เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บบนดินแดนของประเทศสมาชิก NATO
ประธานาธิบดีนีคูชอร์ ดาน เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นเหตุร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นบนดินแดนโรมาเนียนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และเรียกประชุมสภาป้องกันประเทศสูงสุดเป็นกรณีฉุกเฉิน
มาตรการที่ชัดเจนที่สุดคือการปิดสถานกงสุลใหญ่รัสเซียในเมืองคอนสตันซา พร้อมประกาศให้ อันเดรย์ โคซิลิน กงสุลใหญ่รัสเซียเป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” หรือ persona non grata ดานกล่าวโทษรัสเซียว่าเป็นผู้รับผิดชอบอย่างเต็มที่ และเตือนว่าหากเกิดการรุกล้ำซ้ำอีก โรมาเนียอาจพิจารณาขับเอกอัครราชทูตรัสเซียออกจากประเทศ
ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวง ระบุว่าจะมี “มาตรการตอบโต้” แต่ไม่ได้ยอมรับว่าโดรนดังกล่าวเป็นของรัสเซีย จุดยืนของมอสโกยังคงเป็นเช่นเดียวกับเหตุชิ้นส่วนโดรนตกในโรมาเนียก่อนหน้านี้ คืออ้างว่าเป็นเหตุบังเอิญ หรืออาจเกิดจากการทำงานของระบบป้องกันภัยทางอากาศยูเครน
มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO พูดคุยกับประธานาธิบดีดานหลังเกิดเหตุไม่นาน และยืนยัน “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างเต็มที่” กับโรมาเนีย เขากล่าวว่า “พฤติกรรมที่หุนหันและไร้ความรับผิดชอบของรัสเซียเป็นอันตรายต่อเราทุกคน” พร้อมย้ำว่า NATO พร้อมปกป้องทุกพื้นที่ของดินแดนพันธมิตร
แอลลิสัน ฮาร์ต โฆษก NATO ระบุเพิ่มเติมว่า พันธมิตรจะเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบป้องกันภัยจากภัยคุกคามทุกประเภท รวมถึงโดรน
สหรัฐฯ ประณามเหตุโจมตีเช่นกัน ขณะที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของโรมาเนียได้หารือกับผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ภาคพื้นยุโรปและแอฟริกา เพื่อขอเร่งส่งขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศและการต่อต้านโดรนเพิ่มเติมมายังโรมาเนีย
ตามคำขอของบูคาเรสต์ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้จัดประชุมฉุกเฉินเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน รัฐมนตรีต่างประเทศโรมาเนีย โออานา โทอิว เรียกการรุกล้ำน่านฟ้าครั้งนี้ว่าเป็นการยกระดับสถานการณ์ที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งเป็นผลจากยุทธวิธีเพิ่มความตึงเครียดของรัสเซียในสงครามยูเครน
โรมาเนียยื่นคำขออย่างเป็นทางการให้ชาติพันธมิตรส่ง “ขีดความสามารถต่อต้านโดรนเพิ่มเติม” เข้ามาประจำการในประเทศ ภายใต้คำสั่งของผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายพันธมิตรยุโรป หรือ SACEUR
สเปนเตรียมส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยกลาง NASAMS พร้อมเฮลิคอปเตอร์ NH90 จำนวน 2 ลำ และกำลังพลไปยังฐานทัพอากาศมิเฮล โคกัลนิเชอานู ภารกิจของกำลังพลไม่ได้มีเพียงการใช้งานระบบใหม่ แต่ยังรวมถึงการฝึกหน่วยโรมาเนียให้รับมือภัยคุกคามจากโดรนด้วย
อิตาลีเร่งภารกิจทางทหารที่เดิมมีแผนไว้แล้ว โดยเตรียมส่งกำลังพลกองทัพอากาศประมาณ 100 นายและเครื่องบินยุทธวิธีอเนกประสงค์ไปยังฐานทัพเดียวกัน ภารกิจมีกำหนดออกเดินทางวันที่ 15 มิถุนายน และจะประจำการอย่างน้อย 1 เดือน
กีโด โครเซตโต รัฐมนตรีกลาโหมอิตาลีเรียกเหตุโดรนโจมตีอาคารในกาลาตีว่า “ยอมรับไม่ได้”
ระหว่างการเยือนกรุงปารีสเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน รัฐมนตรีต่างประเทศโรมาเนียกล่าวว่า ชาติพันธมิตรหลายประเทศกำลังเตรียมเสริมศักยภาพการป้องกันภัยทางอากาศตลอดแนวรบด้านตะวันออกของ NATO
ฝรั่งเศสยังประณามการรุกล้ำน่านฟ้าโรมาเนียอย่างรุนแรงที่สุดในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับโรมาเนีย
อังกฤษมีเครื่องบินขับไล่ RAF Typhoon จำนวน 4 ลำประจำการในโรมาเนียอยู่แล้ว ภายใต้ภารกิจลาดตระเวนทางอากาศของ NATO ระยะเวลา 4 เดือน
จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษกล่าวต่อสภาสามัญว่า ได้สั่งให้จัดทำทางเลือกสำหรับการสนับสนุนปฏิบัติการที่นำโดย NATO เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้โรมาเนีย นอกเหนือจากภารกิจลาดตระเวนที่มีอยู่
การเสริมกำลังของพันธมิตรมุ่งไปที่ 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. เพิ่มการลาดตระเวนและเฝ้าระวัง
NATO ส่งเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ E-3A หรือ AWACS ไปเพิ่มการรับรู้สถานการณ์ในน่านฟ้า หลังเกิดเหตุทันที โรมาเนียก็เพิ่มเที่ยวบินลาดตระเวนของ F-16 และประสานข้อมูลจากเรดาร์ของตนกับระบบของพันธมิตรอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
เป้าหมายสำคัญคือการตรวจจับโดรนที่บินในระดับต่ำให้เร็วกว่าเดิม เพราะเหตุการณ์กาลาตีแสดงให้เห็นว่า จากจุดที่ตรวจพบจนถึงจุดที่โดรนพุ่งชนอาคาร อาจมีเวลาเหลือเพียงไม่กี่นาที
2. เพิ่มระบบต่อต้านโดรนหลายระยะ
NASAMS ของสเปนจะช่วยเสริมการป้องกันภัยทางอากาศพิสัยกลาง ขณะเดียวกัน NATO กำลังประเมินความเป็นไปได้ในการส่งระบบระยะใกล้เพิ่มเติม เช่น ปืนต่อต้านอากาศยานสำหรับสกัดโดรน ระบบรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยป้องกันภัยทางอากาศเคลื่อนที่
โรมาเนียต้องการให้ชาติพันธมิตรเข้ามาเสริมศักยภาพการตรวจจับและป้องกันทางอากาศที่มีอยู่ ภายใต้การกำกับเชิงปฏิบัติการของ SACEUR
3. ส่งกำลังพลและฝึกปฏิบัติการร่วม
สเปนและอิตาลีไม่ได้ส่งเพียงยุทโธปกรณ์ แต่ยังส่งกำลังพลเพื่อฝึกหน่วยโรมาเนียเกี่ยวกับการตรวจจับและรับมือโดรนโดยตรง ส่วนเครื่องบิน Typhoon ของอังกฤษช่วยคงขีดความสามารถในการลาดตระเวนและตอบโต้ทางอากาศ ซึ่งอาจขยายเพิ่มได้หาก NATO ตัดสินใจยกระดับภารกิจ
เหตุที่กาลาตีเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันหลายด้านในยุโรป
ประการแรก ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางส่วนมีความกังวลมากขึ้นต่อการโจมตีระยะไกลของยูเครนภายในดินแดนรัสเซีย โดยเกรงว่าวงจรการตอบโต้จะทำให้ NATO ถูกดึงเข้าสู่สงครามโดยตรง ความกังวลนี้ทำให้การกำหนดระดับการตอบสนองทางทหารต่อเหตุการณ์ในโรมาเนียมีความละเอียดอ่อนทางการเมือง
ประการที่สอง รายงานแผนลดกำลังทหารสหรัฐฯ ในเยอรมนีประมาณ 10,000 นายในช่วงรัฐบาลโจ ไบเดน ทำให้ชาติแนวหน้าทางตะวันออกวิตกว่าศักยภาพการยับยั้งแบบดั้งเดิมของยุโรปอาจอ่อนแอลง โรมาเนียและประเทศสมาชิกด้านตะวันออกมองว่าการลดกำลังดังกล่าวอาจส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อความมั่นคงยุโรปที่ลดลงในช่วงเวลาซึ่งภัยคุกคามกำลังใกล้เข้ามา
ประการสุดท้าย โรมาเนียส่งสัญญาณว่าอาจขอใช้มาตรา 4 ของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ มาตรานี้เปิดทางให้สมาชิก NATO ขอหารือร่วมกันได้ เมื่อเห็นว่าบูรณภาพแห่งดินแดน ความเป็นอิสระทางการเมือง หรือความมั่นคงของตนกำลังถูกคุกคาม
การใช้มาตรา 4 ไม่ได้หมายถึงการเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารโดยอัตโนมัติ แต่จะนำประเด็นเข้าสู่วาระของสภาแอตแลนติกเหนือ และอาจช่วยให้พันธมิตรตัดสินใจจัดวางกำลังป้องกันภัยทางอากาศอย่างเป็นระบบและถาวร แทนการส่งกำลังแบบแยกส่วนระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
จากโดรนเพียงลำเดียวที่ข้ามแม่น้ำดานูบ เหตุการณ์ในกาลาตีจึงขยายตัวเป็นการทดสอบกลไกป้องกันร่วมของ NATO ทั้งเครื่องบินรบ เรดาร์ ระบบยิงสกัด กำลังพล และการทูต ล้วนถูกเร่งให้ทำงานเร็วขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าคำมั่นของพันธมิตรในการปกป้อง “ทุกตารางนิ้ว” ของดินแดนสมาชิกมีความหมายในสถานการณ์จริง
แรงระเบิดทำให้เกิดไฟไหม้ มีผู้บาดเจ็บ 2 ราย ได้แก่ ผู้หญิงหนึ่งคนและเด็กชายอายุ 14 ปี และต้องอพยพผู้อยู่อาศัยประมาณ 70 คน กระทรวงกลาโหมโรมาเนียระบุว่า โดรนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานบริเวณแม่น้ำดานูบของยูเครน
เรดาร์โรมาเนียตรวจพบโดรนตั้งแต่เวลา 01.46 น. ขณะยังอยู่ในน่านฟ้ายูเครน ห่างจากจุดเกิดเหตุราว 19 กิโลเมตร จากนั้นโดรนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเกือบ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเหนือพื้นที่ชุมชน ทำให้เหลือเวลาเพียงไม่กี่นาทีก่อนถึงอาคาร
โรมาเนียส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 สองลำและเฮลิคอปเตอร์ทหารจากฐานทัพอากาศที่เมืองเฟเตชต์ขึ้นสกัด โดยนักบินได้รับอนุญาตให้ยิงทำลายเป้าหมาย แต่กระทรวงกลาโหมประเมินว่าเวลาที่เหลือไม่เพียงพอ และการยิงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อพลเรือน
ผลวิเคราะห์ชิ้นส่วนที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมระบุว่า ซากโดรนมีโครงสร้างและการทำงานตรงกับ Geran-2 ที่พบจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ จึงสนับสนุนข้อสรุปของโรมาเนียว่าเป็นอาวุธจากรัสเซีย
สำหรับโรมาเนีย นี่เป็นการรุกล้ำน่านฟ้าครั้งที่ 28 ที่ได้รับการยืนยันนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากสงครามเต็มรูปแบบต่อยูเครน และเป็นครั้งแรกที่เหตุการณ์ลักษณะนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บบนดินแดนของประเทศสมาชิก NATO
ประธานาธิบดีนีคูชอร์ ดาน เรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นเหตุร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นบนดินแดนโรมาเนียนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น และเรียกประชุมสภาป้องกันประเทศสูงสุดเป็นกรณีฉุกเฉิน
มาตรการที่ชัดเจนที่สุดคือการปิดสถานกงสุลใหญ่รัสเซียในเมืองคอนสตันซา พร้อมประกาศให้ อันเดรย์ โคซิลิน กงสุลใหญ่รัสเซียเป็น “บุคคลไม่พึงปรารถนา” หรือ persona non grata ดานกล่าวโทษรัสเซียว่าเป็นผู้รับผิดชอบอย่างเต็มที่ และเตือนว่าหากเกิดการรุกล้ำซ้ำอีก โรมาเนียอาจพิจารณาขับเอกอัครราชทูตรัสเซียออกจากประเทศ
ด้านกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวง ระบุว่าจะมี “มาตรการตอบโต้” แต่ไม่ได้ยอมรับว่าโดรนดังกล่าวเป็นของรัสเซีย จุดยืนของมอสโกยังคงเป็นเช่นเดียวกับเหตุชิ้นส่วนโดรนตกในโรมาเนียก่อนหน้านี้ คืออ้างว่าเป็นเหตุบังเอิญ หรืออาจเกิดจากการทำงานของระบบป้องกันภัยทางอากาศยูเครน
มาร์ก รุตเตอ เลขาธิการ NATO พูดคุยกับประธานาธิบดีดานหลังเกิดเหตุไม่นาน และยืนยัน “ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างเต็มที่” กับโรมาเนีย เขากล่าวว่า “พฤติกรรมที่หุนหันและไร้ความรับผิดชอบของรัสเซียเป็นอันตรายต่อเราทุกคน” พร้อมย้ำว่า NATO พร้อมปกป้องทุกพื้นที่ของดินแดนพันธมิตร
แอลลิสัน ฮาร์ต โฆษก NATO ระบุเพิ่มเติมว่า พันธมิตรจะเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบป้องกันภัยจากภัยคุกคามทุกประเภท รวมถึงโดรน
สหรัฐฯ ประณามเหตุโจมตีเช่นกัน ขณะที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของโรมาเนียได้หารือกับผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐฯ ภาคพื้นยุโรปและแอฟริกา เพื่อขอเร่งส่งขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศและการต่อต้านโดรนเพิ่มเติมมายังโรมาเนีย
ตามคำขอของบูคาเรสต์ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติได้จัดประชุมฉุกเฉินเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน รัฐมนตรีต่างประเทศโรมาเนีย โออานา โทอิว เรียกการรุกล้ำน่านฟ้าครั้งนี้ว่าเป็นการยกระดับสถานการณ์ที่ยอมรับไม่ได้ ซึ่งเป็นผลจากยุทธวิธีเพิ่มความตึงเครียดของรัสเซียในสงครามยูเครน
โรมาเนียยื่นคำขออย่างเป็นทางการให้ชาติพันธมิตรส่ง “ขีดความสามารถต่อต้านโดรนเพิ่มเติม” เข้ามาประจำการในประเทศ ภายใต้คำสั่งของผู้บัญชาการสูงสุดฝ่ายพันธมิตรยุโรป หรือ SACEUR
สเปนเตรียมส่งระบบป้องกันภัยทางอากาศพิสัยกลาง NASAMS พร้อมเฮลิคอปเตอร์ NH90 จำนวน 2 ลำ และกำลังพลไปยังฐานทัพอากาศมิเฮล โคกัลนิเชอานู ภารกิจของกำลังพลไม่ได้มีเพียงการใช้งานระบบใหม่ แต่ยังรวมถึงการฝึกหน่วยโรมาเนียให้รับมือภัยคุกคามจากโดรนด้วย
อิตาลีเร่งภารกิจทางทหารที่เดิมมีแผนไว้แล้ว โดยเตรียมส่งกำลังพลกองทัพอากาศประมาณ 100 นายและเครื่องบินยุทธวิธีอเนกประสงค์ไปยังฐานทัพเดียวกัน ภารกิจมีกำหนดออกเดินทางวันที่ 15 มิถุนายน และจะประจำการอย่างน้อย 1 เดือน
กีโด โครเซตโต รัฐมนตรีกลาโหมอิตาลีเรียกเหตุโดรนโจมตีอาคารในกาลาตีว่า “ยอมรับไม่ได้”
ระหว่างการเยือนกรุงปารีสเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน รัฐมนตรีต่างประเทศโรมาเนียกล่าวว่า ชาติพันธมิตรหลายประเทศกำลังเตรียมเสริมศักยภาพการป้องกันภัยทางอากาศตลอดแนวรบด้านตะวันออกของ NATO
ฝรั่งเศสยังประณามการรุกล้ำน่านฟ้าโรมาเนียอย่างรุนแรงที่สุดในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ และแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับโรมาเนีย
อังกฤษมีเครื่องบินขับไล่ RAF Typhoon จำนวน 4 ลำประจำการในโรมาเนียอยู่แล้ว ภายใต้ภารกิจลาดตระเวนทางอากาศของ NATO ระยะเวลา 4 เดือน
จอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษกล่าวต่อสภาสามัญว่า ได้สั่งให้จัดทำทางเลือกสำหรับการสนับสนุนปฏิบัติการที่นำโดย NATO เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้โรมาเนีย นอกเหนือจากภารกิจลาดตระเวนที่มีอยู่
การเสริมกำลังของพันธมิตรมุ่งไปที่ 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. เพิ่มการลาดตระเวนและเฝ้าระวัง
NATO ส่งเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าและควบคุมทางอากาศ E-3A หรือ AWACS ไปเพิ่มการรับรู้สถานการณ์ในน่านฟ้า หลังเกิดเหตุทันที โรมาเนียก็เพิ่มเที่ยวบินลาดตระเวนของ F-16 และประสานข้อมูลจากเรดาร์ของตนกับระบบของพันธมิตรอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น
เป้าหมายสำคัญคือการตรวจจับโดรนที่บินในระดับต่ำให้เร็วกว่าเดิม เพราะเหตุการณ์กาลาตีแสดงให้เห็นว่า จากจุดที่ตรวจพบจนถึงจุดที่โดรนพุ่งชนอาคาร อาจมีเวลาเหลือเพียงไม่กี่นาที
2. เพิ่มระบบต่อต้านโดรนหลายระยะ
NASAMS ของสเปนจะช่วยเสริมการป้องกันภัยทางอากาศพิสัยกลาง ขณะเดียวกัน NATO กำลังประเมินความเป็นไปได้ในการส่งระบบระยะใกล้เพิ่มเติม เช่น ปืนต่อต้านอากาศยานสำหรับสกัดโดรน ระบบรบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยป้องกันภัยทางอากาศเคลื่อนที่
โรมาเนียต้องการให้ชาติพันธมิตรเข้ามาเสริมศักยภาพการตรวจจับและป้องกันทางอากาศที่มีอยู่ ภายใต้การกำกับเชิงปฏิบัติการของ SACEUR
3. ส่งกำลังพลและฝึกปฏิบัติการร่วม
สเปนและอิตาลีไม่ได้ส่งเพียงยุทโธปกรณ์ แต่ยังส่งกำลังพลเพื่อฝึกหน่วยโรมาเนียเกี่ยวกับการตรวจจับและรับมือโดรนโดยตรง ส่วนเครื่องบิน Typhoon ของอังกฤษช่วยคงขีดความสามารถในการลาดตระเวนและตอบโต้ทางอากาศ ซึ่งอาจขยายเพิ่มได้หาก NATO ตัดสินใจยกระดับภารกิจ
เหตุที่กาลาตีเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันหลายด้านในยุโรป
ประการแรก ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางส่วนมีความกังวลมากขึ้นต่อการโจมตีระยะไกลของยูเครนภายในดินแดนรัสเซีย โดยเกรงว่าวงจรการตอบโต้จะทำให้ NATO ถูกดึงเข้าสู่สงครามโดยตรง ความกังวลนี้ทำให้การกำหนดระดับการตอบสนองทางทหารต่อเหตุการณ์ในโรมาเนียมีความละเอียดอ่อนทางการเมือง
ประการที่สอง รายงานแผนลดกำลังทหารสหรัฐฯ ในเยอรมนีประมาณ 10,000 นายในช่วงรัฐบาลโจ ไบเดน ทำให้ชาติแนวหน้าทางตะวันออกวิตกว่าศักยภาพการยับยั้งแบบดั้งเดิมของยุโรปอาจอ่อนแอลง โรมาเนียและประเทศสมาชิกด้านตะวันออกมองว่าการลดกำลังดังกล่าวอาจส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ต่อความมั่นคงยุโรปที่ลดลงในช่วงเวลาซึ่งภัยคุกคามกำลังใกล้เข้ามา
ประการสุดท้าย โรมาเนียส่งสัญญาณว่าอาจขอใช้มาตรา 4 ของสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ มาตรานี้เปิดทางให้สมาชิก NATO ขอหารือร่วมกันได้ เมื่อเห็นว่าบูรณภาพแห่งดินแดน ความเป็นอิสระทางการเมือง หรือความมั่นคงของตนกำลังถูกคุกคาม
การใช้มาตรา 4 ไม่ได้หมายถึงการเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารโดยอัตโนมัติ แต่จะนำประเด็นเข้าสู่วาระของสภาแอตแลนติกเหนือ และอาจช่วยให้พันธมิตรตัดสินใจจัดวางกำลังป้องกันภัยทางอากาศอย่างเป็นระบบและถาวร แทนการส่งกำลังแบบแยกส่วนระหว่างประเทศที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
จากโดรนเพียงลำเดียวที่ข้ามแม่น้ำดานูบ เหตุการณ์ในกาลาตีจึงขยายตัวเป็นการทดสอบกลไกป้องกันร่วมของ NATO ทั้งเครื่องบินรบ เรดาร์ ระบบยิงสกัด กำลังพล และการทูต ล้วนถูกเร่งให้ทำงานเร็วขึ้น เพื่อพิสูจน์ว่าคำมั่นของพันธมิตรในการปกป้อง “ทุกตารางนิ้ว” ของดินแดนสมาชิกมีความหมายในสถานการณ์จริง