นอกจากนี้ยังมี Premium Edition หรือ Premium Upgrade Pack แบบดิจิทัล ที่เพิ่ม DLC เครื่องแต่งกายและไอเทมเพิ่มเติมจากชุดปกติ
เวอร์ชันนี้ถูกออกแบบให้เป็นแพ็กเกจครบสำหรับผู้เล่นใหม่ โดยข้อมูลจากหน้า Nintendo Store ระบุว่าเนื้อหาหลักประกอบด้วย:
ภาคเสริม Beyond the Dawn เป็นเรื่องราวต่อจากตอนจบของเกมหลัก เพิ่มเควสต์ใหม่ ดันเจียนใหม่ และเหตุการณ์ที่เล่าการผจญภัยครั้งต่อไปของกลุ่มตัวละครหลัก
อย่างไรก็ตาม DLC บางส่วนจะมีเฉพาะใน Premium Upgrade เท่านั้น ไม่ได้รวมใน Beyond the Dawn Edition ปกติ
Bandai Namco ตั้งเป้าให้เกมทำงานใกล้เคียงกันทั้งโหมดพกพาและโหมดต่อทีวี โดยรายละเอียดที่รายงานมีดังนี้:
รีวิวช่วงแรกยังระบุว่า เวลาโหลดระหว่างพื้นที่ของเกมค่อนข้างสั้น ทำให้จังหวะการเล่นยังลื่นไหลแม้ฮาร์ดแวร์จะมีข้อจำกัดบางอย่าง
แม้จะเป็นพอร์ตสำหรับเครื่องไฮบริด แต่ตัวเกมยังคงสไตล์ภาพเฉพาะตัวของ Tales of Arise เช่นเส้นขอบคม ฉากหลังสไตล์ภาพวาด และโมเดลตัวละครที่แสดงอารมณ์ได้ชัดเจน ทำให้ภาพรวมยังดูสวยบน Switch 2
อย่างไรก็ตาม ในแง่เทคนิค เวอร์ชันนี้มักถูกเปรียบว่าอยู่ใกล้กับ ระดับการตั้งค่าของ PlayStation 4 มากกว่า ขณะที่เวอร์ชัน PS5, Xbox Series และ PC สามารถรันที่เฟรมเรตหรือความละเอียดสูงกว่าได้
เสียงตอบรับโดยรวมถือว่า “ค่อนข้างดีแต่ไม่สมบูรณ์แบบ” โดยหลายสื่อเรียกพอร์ตนี้ว่า competent port คือเล่นได้ครบประสบการณ์แต่มีการลดทอนด้านเทคนิคบางส่วน
ข้อสังเกตที่ถูกพูดถึงบ่อย ได้แก่:
ถึงอย่างนั้น นักวิจารณ์ส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันว่าตัวเกมยังคงจุดเด่นของซีรีส์ไว้ครบ ไม่ว่าจะเป็นระบบต่อสู้แบบแอ็กชันรวดเร็ว เนื้อเรื่องที่เน้นตัวละคร และแคมเปญ RPG ขนาดใหญ่
บทสรุปจากรีวิวช่วงแรกค่อนข้างชัดเจน: เวอร์ชันนี้เหมาะกับการเล่นแบบพกพามากที่สุด
ผู้เล่น Switch 2 จะได้เกมเวอร์ชันครบที่รวมทั้งเนื้อเรื่องหลักและภาคเสริมไว้ในครั้งเดียว และเครื่องสามารถรันเกมได้ลื่นพอสำหรับการเล่นระหว่างเดินทางหรือเล่นนอกบ้าน
แต่ถ้าคุณให้ความสำคัญกับ เฟรมเรตสูงสุดหรือกราฟิกคมที่สุด เวอร์ชันบน PS5, Xbox Series หรือ PC ยังคงให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า
Comments
0 comments