ความสำเร็จนี้ทำให้จีนขยับเข้าใกล้เป้าหมายการสาธิตไฟฟ้าที่เกิดจากนิวเคลียร์ฟิวชัน หรือที่มักเรียกว่า “การจุดหลอดไฟดวงแรกด้วยพลังงานฟิวชัน” ภายในราวปี 2030 มากขึ้น
แม่เหล็ก TF มีโครงสร้างรูปตัว D และทำหน้าที่สร้าง “กรงแม่เหล็ก” เพื่อกักพลาสมาไว้ภายในห้องปฏิกรณ์ โดยมีข้อมูลสำคัญดังนี้
ระบบแม่เหล็กทั้งหมดของ BEST จะประกอบด้วยขดลวดรูปตัว D จำนวน 16 ชุด เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กทรงวงแหวนสำหรับควบคุมพลาสมาที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 100 ล้านองศาเซลเซียส ซึ่งร้อนกว่าบริเวณแกนกลางดวงอาทิตย์ประมาณ 6 เท่า
พูดให้เข้าใจง่ายคือ แม่เหล็กไม่ได้ทำหน้าที่ “สร้างดวงอาทิตย์” โดยตรง แต่ช่วยประคองพลาสมาที่ร้อนจัดไม่ให้สัมผัสผนังเครื่องปฏิกรณ์ ซึ่งเป็นหัวใจของการทดลองฟิวชันแบบโทคาแมค
เมื่อเทียบกับแม่เหล็กสนามโทรอยดัลของโครงการ ITER ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือฟิวชันระดับนานาชาติ แม่เหล็กของจีนมีจุดเด่น 2 ด้าน ได้แก่
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่า BEST มีขนาดใหญ่กว่า ITER ทั้งระบบ เพราะ ITER ยังคงเป็นเครื่องจักรโดยรวมที่ใหญ่กว่ามาก โดยมีรัศมีหลักประมาณ 6.2 เมตร เทียบกับ BEST ที่ 3.6 เมตร
บทบาทของ BEST คือเป็นขั้นกลางระหว่างเครื่อง EAST ของจีนกับเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่กว่าอย่าง China Fusion Engineering Test Reactor หรือ CFETR โดย BEST ถูกออกแบบให้เป็นโทคาแมคดิวทีเรียม–ทริเทียมที่มีขนาดการเดินเครื่องใหญ่ที่สุดในโลกก่อน ITER จะเริ่มดำเนินงาน
นอกจากแม่เหล็ก TF แล้ว ขดลวดต้นแบบโซลินอยด์ส่วนกลาง (central solenoid หรือ CS) ก็ผ่านการทดสอบขั้นสุดท้ายภายใต้โครงการ CRAFT เช่นกัน
โซลินอยด์ส่วนกลางทำหน้าที่คล้าย “ตัวจุดเครื่อง” ของโทคาแมค เพราะมีบทบาทสำคัญในการเหนี่ยวนำและรักษากระแสพลาสมา หากส่วนประกอบนี้ทำงานไม่สำเร็จ เครื่องปฏิกรณ์ก็จะเริ่มการทำงานและคงสภาวะพลาสมาไว้ได้ยาก นักวิจัย ASIPP ระบุว่า ประสิทธิภาพของมัน “กำหนดโดยตรงว่าอุปกรณ์ฟิวชันจะเริ่มทำงานและเดินเครื่องต่อไปได้หรือไม่”
แม่เหล็กทั้งสองระบบพัฒนาภายใต้โครงการ CRAFT หรือ Comprehensive Research Facility for Fusion Technology ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่ของจีนในเมืองเหอเฝย์ โครงการนี้จัดตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาและทดสอบวัสดุ ระบบ และชิ้นส่วนฟิวชันขนาดเท่าของจริง ก่อนนำไปติดตั้งใน BEST
รายละเอียดสำคัญของการพัฒนา ได้แก่
จีนกำหนดหมุดหมายของโครงการฟิวชันไว้ค่อนข้างชัดเจน
The Economist ประเมินว่า หากไทม์ไลน์ดังกล่าวเดินหน้าได้ตามแผน จีนอาจอยู่เร็วกว่าอีกหลายประเทศประมาณหนึ่งทศวรรษในการผลักดันฟิวชันจากห้องทดลองไปสู่การผลิตพลังงาน
อย่างไรก็ดี การทดสอบแม่เหล็กสำเร็จยังไม่เท่ากับการผลิตไฟฟ้าฟิวชันเชิงพาณิชย์ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปยังต้องพิสูจน์ว่า BEST สามารถสร้าง ควบคุม และรักษาพลาสมาฟิวชันได้ตามเป้าหมาย รวมถึงเปลี่ยนพลังงานจากปฏิกิริยาให้เป็นไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง