Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าหมาย 12 เดือนของดัชนี STOXX 600 เป็น 695 จุด (จากเดิม 660 จุด) เมื่อวันที่ 14 ส.ค. นี่คือการปรับเพิ่มเป้าหมายครั้งที่ 2 ของ Goldman Sachs ในปี 2026 — ก่อนหน้านี้เคยปรับเพิ่มจาก 625 จุด เป็น 660 จุด เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What recent actions did Goldman Sachs take regarding European stock targets, what are the new price targets for the STOXX 600 and FTSE 100 a. Article summary: Here is a comprehensive breakdown of Goldman Sachs' latest moves on European equities, the key targets, the drivers, and the risks flagged.. Topic tags: general, news, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clickbait thumbnails, icons, and tiny thumbnail layouts. Make i
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2026 Goldman Sachs ได้ปรับเพิ่มเป้าหมาย 12 เดือนของดัชนี STOXX 600 เป็น 695 จุด จากเดิม 660 จุด โดยอ้างถึงผลประกอบการครึ่งปีแรกที่แข็งแกร่งและภาวะเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น นับเป็นการปรับเพิ่มครั้งที่ 2 ของปี หลังจากก่อนหน้านี้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 ได้ปรับเพิ่มจาก 625 จุด เป็น 660 จุด โดยให้เหตุผลเดียวกันคือความแข็งแกร่งของผลประกอบการ
วาณิชธนกิจแห่งนี้ยังปรับเพิ่มเป้าหมาย 12 เดือนของดัชนี FTSE 100 ของสหราชอาณาจักรเป็น 11,400 จุด ซึ่งคิดเป็น upside ประมาณ 5.8% จากระดับปัจจุบัน
| ดัชนี | เป้าหมาย 12 เดือน | เป้าหมายเดิม | Upside โดยประมาณ | แหล่งที่มา |
|---|---|---|---|---|
| STOXX 600 | 695 จุด | 660 จุด | ~5.5% | |
| FTSE 100 | 11,400 จุด | 10,400 จุด (ม.ค. 2026) | ~5.8% |
เป้าหมายใหม่ของ STOXX 600 ที่ 695 จุด บ่งชี้ถึง upside ด้านราคาประมาณ 5.5% จากระดับปัจจุบันของดัชนี
1. ฤดูกาลรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 บริษัทใน STOXX 600 มีแนวโน้มที่จะรายงานการเติบโตของกำไร ประมาณ 22% เมื่อเทียบปีต่อปีใน Q2 ปี 2026 ซึ่งแข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 Goldman Sachs ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) สำหรับหุ้นยุโรปในปี 2026 เป็น 15% โดยชี้ให้เห็นถึงอัตรากำไรของบริษัทที่ยืดหยุ่น
2. ภูมิหลังทางเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่น Goldman Sachs คาดการณ์การเติบโตของ GDP ยูโรโซนที่ 0.8% (เทียบ Q4/Q4) ในปี 2026 โดยได้รับการสนับสนุนจากการขยายตัวทางการคลังของเยอรมนีและข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งโดยทั่วไป
3. ส่วนลดด้านการประเมินมูลค่าเมื่อเทียบกับตลาดสหรัฐฯ หุ้นยุโรปยังคงซื้อขายในระดับที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม Sharon Bell นักกลยุทธ์ของ Goldman Sachs ตั้งข้อสังเกตว่าแม้เธอจะปรับเพิ่มเป้าหมาย แต่เธอยังคงไม่คาดว่าหุ้นยุโรปจะ outperform S&P 500
4. ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นและโมเมนตัม M&A ธนาคารชี้ให้เห็นถึง โมเมนตัมการควบรวมกิจการ (M&A) ที่เพิ่มขึ้นซึ่งอาจเป็นตัวเร่งเพิ่มเติมสำหรับหุ้นยุโรป
5. การมีส่วนร่วมของภาคพลังงาน แม้จะมีความกังวลด้านอุปทานพลังงาน แต่ STOXX 600 ก็ได้รับประโยชน์จากกำไรจำนวนมากในภาคพลังงานและวัตถุดิบ
6. การสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยและสกุลเงิน อัตราดอกเบี้ยที่ลดลงและสภาพแวดล้อมการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่สนับสนุนโดยรวมเป็นรากฐานของแนวโน้มเชิงบวก
ภาวะช็อกด้านพลังงานที่ยืดเยื้อ (ความเสี่ยงอันดับ 1) การพึ่งพาพลังงานนำเข้าของยุโรปทำให้ภูมิภาคนี้เสี่ยงต่อการหยุดชะงักของอุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กำลังดำเนินอยู่ กรณีฐานของ Goldman Sachs คาดว่าการส่งออกจากอ่าวเปอร์เซียจะกลับสู่ระดับก่อนสงครามภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2026 แต่ความล่าช้าใดๆ ก็ตามจะเป็นปัจจัยลบอย่างมีนัยสำคัญ
ทีมวิจัยสินค้าโภคภัณฑ์ของธนาคารประมาณว่าราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 1% จะส่งผลกระทบต่อกำไรของยุโรปประมาณ 0.5%
เงินเฟ้อที่เหนียวแน่น Core อัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนคาดว่าจะแตะระดับสูงสุดที่ 2.7% เมื่อเทียบปีต่อปี ในช่วงต้นปี 2027 ซึ่งสะท้อนถึงการส่งผ่านของราคาพลังงาน ก่อนที่จะลดลงเหลือ 2.0% ภายในสิ้นปี 2028 หากราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง เงินเฟ้ออาจจะคงอยู่ได้นานขึ้น ส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภคและอัตรากำไรของบริษัท
นโยบายการเงินที่ตึงตัว งานวิจัยของ Goldman Sachs คาดการณ์ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ ECB 2 ครั้งในเดือนมิถุนายนและกันยายน 2026 (เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยพลังงาน) ก่อนที่จะกลับมาลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในปี 2027 วัฏจักรการคุมเข้มนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตและการประเมินมูลค่าหุ้น
การเติบโตของ GDP ที่ชะลอตัว Goldman Sachs Asset Management คาดว่าการเติบโตของ GDP ที่แท้จริงจะชะลอตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 เนื่องจากราคาพลังงานที่สูงส่งผลกระทบต่อการบริโภคและการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ซบเซา ต้นทุนพลังงานที่คงอยู่และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังคงอ่อนแอทั่วทั้งยูโรโซน
ข้อกังวลเฉพาะภาคส่วน ในขณะที่พลังงานและวัตถุดิบช่วยหนุนดัชนี แต่ภาคส่วนอื่นๆ — โดยเฉพาะภาคส่วนที่อ่อนไหวต่อการใช้จ่ายตามดุลยพินิจของผู้บริโภค — ยังคงมีความเสี่ยง ธนาคารยังคงมี น้ำหนักการลงทุนต่ำกว่าตลาด (Underweight) สำหรับหุ้นยุโรปเมื่อเทียบกับตลาดโลก
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และภาษีศุลกากร ช่วงต้นปี (เมษายน 2025) Goldman Sachs เคยปรับลดเป้าหมาย STOXX 600 ลงเหลือ 570 จุด เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับภาษีศุลกากรของ Trump แม้ว่าข้อกังวลเหล่านั้นจะลดลง แต่ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้ายังคงเป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
ตลาดวิ่งนำหน้าปัจจัยพื้นฐาน ทีมบริหารสินทรัพย์ของ Goldman Sachs ตั้งข้อสังเกตว่าตลาดได้ "วิ่งนำหน้าเศรษฐกิจ" ในหลายๆ ด้าน พร้อมเตือนถึง "หางที่กว้างและกลุ่มก้อนของความผันผวน" ที่รออยู่ข้างหน้า
โดยสรุป การปรับเพิ่มเป้าหมายล่าสุดของ Goldman Sachs ขับเคลื่อนโดยผลประกอบการและได้รับการสนับสนุนจากภูมิหลังทางเศรษฐกิจมหภาคที่ยังคงเอื้ออำนวย แต่ธนาคารย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าภาวะช็อกด้านพลังงานที่ยืดเยื้อ ประกอบกับการคุมเข้มของ ECB และการเติบโตที่ชะลอตัว ก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อความยั่งยืนของการ Rally
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าหมาย 12 เดือนของดัชนี STOXX 600 เป็น 695 จุด (จากเดิม 660 จุด) เมื่อวันที่ 14 ส.ค.
Goldman Sachs ปรับเพิ่มเป้าหมาย 12 เดือนของดัชนี STOXX 600 เป็น 695 จุด (จากเดิม 660 จุด) เมื่อวันที่ 14 ส.ค. นี่คือการปรับเพิ่มเป้าหมายครั้งที่ 2 ของ Goldman Sachs ในปี 2026 — ก่อนหน้านี้เคยปรับเพิ่มจาก 625 จุด เป็น 660 จุด เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.
Goldman Sachs ยังชี้ให้เห็นถึงแรงซื้อจากการควบรวมกิจการ (M&A) ที่อาจเป็นปัจจัยหนุนเพิ่มเติม ขณะที่ยังคงน้ำหนักการลงทุนต่ำกว่าตลาด (Underweight) สำหรับหุ้นยุโรปเมื่อเทียบกับตลาดโลก