เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ยูเออีกล่าวหาอิหร่านว่าใช้ขีปนาวุธโจมตีเรือที่เชื่อมโยงกับ ADNOC ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลเปิด
ไม่กี่วันต่อมา ADNOC รายงานว่าเรืออีก 2 ลำถูกโจมตีระหว่างผ่านช่องแคบดังกล่าว ยูเออีกล่าวหาว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้เช่นกัน โดยรายงานระบุว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
เหตุการณ์ต่อเนื่องนี้มีความสำคัญ เพราะทำให้ประเด็นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสี่ยงต่อเรือสินค้าทั่วไปในช่องแคบ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับการเดินเรือของบริษัทพลังงานแห่งชาติยูเออี เมื่อเกิดการตรวจพบขีปนาวุธใกล้น่านน้ำเอมิเรตส์ อาบูดาบีจึงมองว่าเป็นการยกระดับภัยคุกคามเข้าใกล้อาณาเขตและเส้นทางทางทะเลของประเทศมากขึ้น
เจ้าหน้าที่ยูเออีระบุว่า ขีปนาวุธทั้ง 2 ลูกถูกตรวจพบเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ลูกแรกตกในน่านน้ำอาณาเขตของยูเออี ขณะที่ลูกที่สองตกในน่านน้ำสากล การประเมินของยูเออีที่ปรากฏในรายงานข่าวระบุว่า ขีปนาวุธอาจมุ่งเป้าไปยังการจราจรทางทะเลมากกว่าเป้าหมายบนบก
แม้ขีปนาวุธทั้งสองลูกจะตกลงในทะเล แต่ยูเออีไม่ได้มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุโดดเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบความเสี่ยงที่สะสมมาจากเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงการต่างประเทศยูเออีจึงประกาศระงับมาตรการดังกล่าว “จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง” โดยให้เหตุผลว่าเป็นการตอบสนองต่อความตึงเครียดในภูมิภาคที่บั่นทอนสันติภาพและความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือการยืนยันผู้ก่อเหตุ ยูเออีและรายงานข่าวหลายสำนักเชื่อมโยงการยิงขีปนาวุธกับอิหร่าน แต่อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหา หลักฐานจากรายงานที่มีอยู่ยืนยันได้ว่ายูเออีรายงานการตรวจพบขีปนาวุธและประกาศระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจตามมา แต่ยังไม่สามารถสรุปโดยอิสระได้ว่าใครเป็นผู้ยิง
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางผ่านสำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับตลาดโลก โดยเฉพาะการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวจากประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซีย เมื่อเส้นทางนี้ไม่ปลอดภัย ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ประเทศริมอ่าว แต่ลามไปถึงการขนส่งพลังงานและตลาดโลก
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านระบุถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ และการจัด व्यवस्थाของอิหร่านเพื่อให้เรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัยเป็นเวลา 60 วัน อย่างไรก็ตาม กรอบเวลาดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และไม่ได้กำหนดระบบบริหารหรือกลไกความมั่นคงระยะยาวของช่องแคบอย่างชัดเจน
ต่อมาอิหร่านกับโอมานหารือเรื่องเส้นทางเดินเรือใหม่ แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่าข้อตกลงกับโอมานเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้ช่องแคบเปิดใช้งานได้โดยอัตโนมัติ เตหะรานผูกเงื่อนไขการเปิดเส้นทางอย่างเต็มรูปแบบไว้กับการดำเนินการเพิ่มเติมของสหรัฐฯ เช่น การยกเลิกการปิดล้อมทางเรือและมาตรการคว่ำบาตร การถอนกำลังสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค และการชดเชยความเสียหายจากสงคราม
ช่องทางการทูตก็ยังไม่มีความแน่นอน รายงานระบุว่าวอชิงตันยังไม่มีการเจรจากับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านเตือนประเทศอ่าวเปอร์เซียว่า การช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกให้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ อาจทำให้ประเทศเหล่านั้นถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งในสงคราม
เมื่อเส้นทางเดินเรือถูกมองว่าอันตราย ลูกเรือ บริษัทประกัน และเจ้าของเรืออาจหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว แม้จะยังไม่มีการประกาศปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการก็ตาม ผลลัพธ์คือปริมาณการเดินเรืออาจลดลงอย่างรวดเร็ว
CBS News ซึ่งอ้างข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Kpler รายงานว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัปดาห์หนึ่งลดลง 19.5% เหลือ 95 เที่ยว และในวันอาทิตย์มีเรือผ่านเพียง 3 ลำ
ก่อนหน้านี้ แม้มีข้อตกลงเมื่อเดือนมิถุนายน การเดินเรือก็ยังต่ำกว่าระดับปกติอย่างมาก โดยข้อมูลจาก PortWatch ระบุว่ามีเรือผ่านช่องแคบ 513 ลำในช่วง 18 วันแรกหลังมีการประกาศว่าเส้นทางกลับมาเปิด หรือเฉลี่ยประมาณ 28 ลำต่อวัน
สำหรับยูเออี การถูกกล่าวหาว่าโจมตีเรือที่เชื่อมโยงกับ ADNOC หลายครั้งกระทบทั้งผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศและความน่าเชื่อถือในทางปฏิบัติของเส้นทางส่งออกพลังงานที่ภูมิภาคพึ่งพา การระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจึงเป็นสัญญาณทางการเมืองว่า การค้าตามปกติไม่อาจดำเนินต่อไปได้ในช่วงที่เรือซึ่งเชื่อมโยงกับยูเออีกำลังถูกกล่าวหาว่าเป็นเป้าหมายโจมตี
การตัดสินใจของยูเออีไม่ได้เป็นเพียงการตอบโต้เหตุขีปนาวุธที่มีการรายงานครั้งเดียว แต่สะท้อนความกังวล 3 ด้าน ได้แก่
ดังนั้น การระงับการค้าและธุรกรรมการเงินจึงเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจที่ผูกเข้ากับวิกฤตความมั่นคงทางทะเลโดยตรง ขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาเรื่องเรือที่ตกเป็นเป้าหมายมากถึง 19 ลำ ตัวเลขเรือเหลือเพียง 6 ลำต่อวัน การบาดเจ็บล้มตายบนเรือพาณิชย์ลำอื่น หรือรายละเอียดการควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันใกล้เกาะกอเชม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเพียงพอจากแหล่งข่าวที่แข็งแรงที่สุดในชุดข้อมูลนี้ จึงควรถือเป็นรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สรุปได้แล้ว
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ยูเออีกล่าวหาอิหร่านว่าใช้ขีปนาวุธโจมตีเรือที่เชื่อมโยงกับ ADNOC ขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับทะเลเปิด
ไม่กี่วันต่อมา ADNOC รายงานว่าเรืออีก 2 ลำถูกโจมตีระหว่างผ่านช่องแคบดังกล่าว ยูเออีกล่าวหาว่าอิหร่านอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้เช่นกัน โดยรายงานระบุว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
เหตุการณ์ต่อเนื่องนี้มีความสำคัญ เพราะทำให้ประเด็นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสี่ยงต่อเรือสินค้าทั่วไปในช่องแคบ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับการเดินเรือของบริษัทพลังงานแห่งชาติยูเออี เมื่อเกิดการตรวจพบขีปนาวุธใกล้น่านน้ำเอมิเรตส์ อาบูดาบีจึงมองว่าเป็นการยกระดับภัยคุกคามเข้าใกล้อาณาเขตและเส้นทางทางทะเลของประเทศมากขึ้น
เจ้าหน้าที่ยูเออีระบุว่า ขีปนาวุธทั้ง 2 ลูกถูกตรวจพบเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ลูกแรกตกในน่านน้ำอาณาเขตของยูเออี ขณะที่ลูกที่สองตกในน่านน้ำสากล การประเมินของยูเออีที่ปรากฏในรายงานข่าวระบุว่า ขีปนาวุธอาจมุ่งเป้าไปยังการจราจรทางทะเลมากกว่าเป้าหมายบนบก
แม้ขีปนาวุธทั้งสองลูกจะตกลงในทะเล แต่ยูเออีไม่ได้มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุโดดเดี่ยว หากเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบความเสี่ยงที่สะสมมาจากเหตุโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงการต่างประเทศยูเออีจึงประกาศระงับมาตรการดังกล่าว “จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง” โดยให้เหตุผลว่าเป็นการตอบสนองต่อความตึงเครียดในภูมิภาคที่บั่นทอนสันติภาพและความมั่นคงทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญคือการยืนยันผู้ก่อเหตุ ยูเออีและรายงานข่าวหลายสำนักเชื่อมโยงการยิงขีปนาวุธกับอิหร่าน แต่อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหา หลักฐานจากรายงานที่มีอยู่ยืนยันได้ว่ายูเออีรายงานการตรวจพบขีปนาวุธและประกาศระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจตามมา แต่ยังไม่สามารถสรุปโดยอิสระได้ว่าใครเป็นผู้ยิง
ช่องแคบฮอร์มุซเป็นทางผ่านสำคัญที่เชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับตลาดโลก โดยเฉพาะการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวจากประเทศผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซีย เมื่อเส้นทางนี้ไม่ปลอดภัย ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่ประเทศริมอ่าว แต่ลามไปถึงการขนส่งพลังงานและตลาดโลก
เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน บันทึกความเข้าใจระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านระบุถึงการยกเลิกการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ และการจัด व्यवस्थाของอิหร่านเพื่อให้เรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบได้อย่างปลอดภัยเป็นเวลา 60 วัน อย่างไรก็ตาม กรอบเวลาดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว และไม่ได้กำหนดระบบบริหารหรือกลไกความมั่นคงระยะยาวของช่องแคบอย่างชัดเจน
ต่อมาอิหร่านกับโอมานหารือเรื่องเส้นทางเดินเรือใหม่ แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่าข้อตกลงกับโอมานเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้ช่องแคบเปิดใช้งานได้โดยอัตโนมัติ เตหะรานผูกเงื่อนไขการเปิดเส้นทางอย่างเต็มรูปแบบไว้กับการดำเนินการเพิ่มเติมของสหรัฐฯ เช่น การยกเลิกการปิดล้อมทางเรือและมาตรการคว่ำบาตร การถอนกำลังสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค และการชดเชยความเสียหายจากสงคราม
ช่องทางการทูตก็ยังไม่มีความแน่นอน รายงานระบุว่าวอชิงตันยังไม่มีการเจรจากับอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านเตือนประเทศอ่าวเปอร์เซียว่า การช่วยเหลือหรืออำนวยความสะดวกให้ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ อาจทำให้ประเทศเหล่านั้นถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งในสงคราม
เมื่อเส้นทางเดินเรือถูกมองว่าอันตราย ลูกเรือ บริษัทประกัน และเจ้าของเรืออาจหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว แม้จะยังไม่มีการประกาศปิดช่องแคบอย่างเป็นทางการก็ตาม ผลลัพธ์คือปริมาณการเดินเรืออาจลดลงอย่างรวดเร็ว
CBS News ซึ่งอ้างข้อมูลจากแพลตฟอร์ม Kpler รายงานว่า การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัปดาห์หนึ่งลดลง 19.5% เหลือ 95 เที่ยว และในวันอาทิตย์มีเรือผ่านเพียง 3 ลำ
ก่อนหน้านี้ แม้มีข้อตกลงเมื่อเดือนมิถุนายน การเดินเรือก็ยังต่ำกว่าระดับปกติอย่างมาก โดยข้อมูลจาก PortWatch ระบุว่ามีเรือผ่านช่องแคบ 513 ลำในช่วง 18 วันแรกหลังมีการประกาศว่าเส้นทางกลับมาเปิด หรือเฉลี่ยประมาณ 28 ลำต่อวัน
สำหรับยูเออี การถูกกล่าวหาว่าโจมตีเรือที่เชื่อมโยงกับ ADNOC หลายครั้งกระทบทั้งผลประโยชน์ทางการค้าของประเทศและความน่าเชื่อถือในทางปฏิบัติของเส้นทางส่งออกพลังงานที่ภูมิภาคพึ่งพา การระงับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจึงเป็นสัญญาณทางการเมืองว่า การค้าตามปกติไม่อาจดำเนินต่อไปได้ในช่วงที่เรือซึ่งเชื่อมโยงกับยูเออีกำลังถูกกล่าวหาว่าเป็นเป้าหมายโจมตี
การตัดสินใจของยูเออีไม่ได้เป็นเพียงการตอบโต้เหตุขีปนาวุธที่มีการรายงานครั้งเดียว แต่สะท้อนความกังวล 3 ด้าน ได้แก่
ดังนั้น การระงับการค้าและธุรกรรมการเงินจึงเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจที่ผูกเข้ากับวิกฤตความมั่นคงทางทะเลโดยตรง ขณะเดียวกัน ข้อกล่าวหาเรื่องเรือที่ตกเป็นเป้าหมายมากถึง 19 ลำ ตัวเลขเรือเหลือเพียง 6 ลำต่อวัน การบาดเจ็บล้มตายบนเรือพาณิชย์ลำอื่น หรือรายละเอียดการควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันใกล้เกาะกอเชม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเพียงพอจากแหล่งข่าวที่แข็งแรงที่สุดในชุดข้อมูลนี้ จึงควรถือเป็นรายงานที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สรุปได้แล้ว