รัฐสภายุโรปประกาศเปลี่ยนเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นบนคอมพิวเตอร์ของสถาบันจาก Google เป็น Qwant ของฝรั่งเศส โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2026 อ้างเหตุผลด้านอธิปไตยทางดิจิทัลและการปกป้องข้อมูล [1][3] คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมออก 'กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์' ซึ่งอาจกีดกันบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What prompted the European Parliament to switch its default search engine from Google to Qwant, and how does this decision, along with the E. Article summary: The European Parliament is replacing Google with the French search engine Qwant as the default on its institutional computers starting June 4, 2026, driven by a stated commitment to "digital sovereignty" and reducing the. Topic tags: general, government, education, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "The change is intended to align with the Parliament's existing commitment to “digital sovereignty and the protection of users' personal data”," source context "European Parliament to ditch Google for European alternative | Euractiv" Reference image 2: visual subject "The apparent shift to Q
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญกำลังเกิดขึ้นในสหภาพยุโรป (EU) ที่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนเสิร์ชเอนจิน แต่คือการลงมือสร้าง 'ดิจิทัล สแต็ก' ของตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม จากหน้ากระดาษนโยบายสู่การบังคับใช้จริงที่อาจสั่นสะเทือนวงการเทคโนโลยีโลก
เริ่มจากการตัดสินใจที่จับต้องได้: รัฐสภายุโรป เตรียมยกเลิกการใช้ Google เป็นเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นบนคอมพิวเตอร์ของสถาบัน และเปลี่ยนไปใช้ Qwant เสิร์ชเอนจินสัญชาติฝรั่งเศสที่เน้นความเป็นส่วนตัว โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2026 อีเมลภายในที่ส่งถึงเจ้าหน้าที่ซึ่งรายงานโดย Politico ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปตาม "พันธสัญญาของรัฐสภาในการสร้างอธิปไตยทางดิจิทัลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้"
การตัดสินใจนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่มันคือฟันเฟืองเล็กๆ ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่กำลังเดินเครื่อง นั่นคือการผลักดันวิสัยทัศน์ 'EuroStack' ซึ่งเป็นแผนแม่บทในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลของยุโรปที่เป็นอิสระ ครอบคลุมตั้งแต่การเชื่อมต่อ คลาวด์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มข้อมูลและ AI คณะกรรมาธิการยุโรปเองก็อ้างถึงรายงาน EuroStack ว่าเป็นข้อโต้แย้งที่น่าเชื่อถือว่า ยุโรปจำเป็นต้องลงทุนในอธิปไตยทางดิจิทัลของตน และปรับเปลี่ยนระบบนิเวศดิจิทัลให้พึ่งพายักษ์ใหญ่เทคโนโลยีรายอื่นน้อยลง
ในขณะที่การเปลี่ยนเสิร์ชเอนจินอาจเป็นเพียงข่าวเล็กๆ สำหรับคนทั่วไป แต่คณะกรรมาธิการยุโรป กำลังจะเปิดฉากมาตรการที่ทรงพลังกว่ามาก นั่นคือ 'แพ็กเกจอธิปไตยทางเทคโนโลยี' (Tech Sovereignty Package) ซึ่งถูกนำเสนออย่างเป็นทางการในวันที่ 27 พฤษภาคม และเผยแพร่ในวันที่ 3 มิถุนายน 2026 ภายในแพ็กเกจนี้มีสองหัวใจหลักที่จะเปลี่ยนกฎของเกม:
สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ แพ็กเกจนี้ไม่ใช่การแบนแบบครอบจักรวาล ข้อจำกัดที่เข้มงวดที่สุดมุ่งเป้าไปที่งานของภาครัฐและสาธารณะที่อธิปไตยทางข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดเท่านั้น การใช้งานคลาวด์ในภาคเอกชนยังคงไม่ถูกแตะต้องในตอนนี้ ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการฯ ก็ได้ปูทางไว้แล้วด้วยการอนุมัติงบประมาณมูลค่ากว่า 180 ล้านยูโร สำหรับการประมูลคลาวด์อธิปไตยเป็นเวลา 6 ปี โดยผู้ร่วมประมูลต้องผ่านเกณฑ์การันตีอธิปไตยทางข้อมูลที่เข้มงวด ซึ่งจำกัดการควบคุมโดยบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ EU
แนวคิด EuroStack ที่ถูกบัญญัติโดย Glen Weyl ในปี 2024 และพัฒนาจนเป็นพิมพ์เขียวทางนโยบายโดย Francesca Bria และ Paul Timmers ได้เรียกร้องให้ระดมทุน 3 แสนล้านยูโรภายใน 10 ปี เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของยุโรปที่เป็นอิสระ โดยมองว่าโครงสร้างดิจิทัลเป็นสิ่งจำเป็นเชิงกลยุทธ์ที่ไม่ต่างจากโครงข่ายพลังงานหรือโทรคมนาคม
หน้าเว็บไซต์ 'DIGITAL Building Blocks' ของคณะกรรมาธิการยุโรปรับรองรายงาน EuroStack อย่างชัดเจนว่า "เป็นข้อโต้แย้งที่น่าเชื่อถือว่ายุโรปจำเป็นต้องลงทุนในอธิปไตยทางดิจิทัล ปรับเปลี่ยนระบบนิเวศดิจิทัลของยุโรปให้มีความยืดหยุ่นและพึ่งพา Big Tech น้อยลง"
สิ่งที่เกิดขึ้นสามารถเข้าใจได้ผ่านเลเยอร์ต่างๆ ของดิจิทัล สแต็กที่กำลังถูกปรับเปลี่ยน:
สิ่งที่ทำให้ช่วงเวลานี้แตกต่างคือการเปลี่ยนจากเอกสารนโยบายไปสู่เครื่องมือที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย คณะกรรมาธิการยุโรปไม่ได้เพียงแค่บรรยายเป้าหมายอธิปไตยทางดิจิทัลอีกต่อไป แต่ผ่านกรอบการทำงานอย่าง Cloud Sovereignty Framework (ที่นำระบบคะแนน SEAL มาใช้ในเดือนกันยายน 2025), การประมูลคลาวด์อธิปไตย 180 ล้านยูโรในเดือนพฤษภาคม 2026 และแพ็กเกจกฎหมายที่ถูกเผยแพร่วันที่ 3 มิถุนายนนี้ EU ได้เริ่มปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรม
ผลกระทบต่อยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีของสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะพวกเขาครองตลาดคลาวด์ยุโรปถึง 70% อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือกฎระเบียบนี้ไม่ใช่การแบนโดยสิ้นเชิง เทคโนโลยีนอกยุโรปยังคงสามารถผ่านเกณฑ์อธิปไตยขั้นต่ำได้ หากดำเนินการภายใต้กรอบที่เข้มงวดและเหมาะสมจนถึงระดับ SEAL-2 นอกจากนี้ เส้นทางจากข้อเสนอสู่การนำไปปฏิบัติจริงนั้นยังอีกยาวไกล กฎหมาย Cloud and AI Development Act จะต้องได้รับการอนุมัติอย่างเป็นเอกฉันท์จากทั้ง 27 ประเทศสมาชิกก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้
การเปลี่ยนมาใช้ Qwant เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งที่มองเห็นได้ชัดเจนที่สุด กฎเกณฑ์การจัดซื้อคลาวด์และอำนาจในการควบคุมชิปคือดาบที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำซึ่งทรงพลังยิ่งกว่า ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า EuroStack ไม่ใช่แค่เอกสารนำเสนอหรือรายงานทางวิชาการอีกต่อไป มันคือความเป็นจริงทางกฎหมายที่กำลังขับเคลื่อนด้วยอำนาจในการจัดซื้อจัดจ้างของสถาบันที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
รัฐสภายุโรปประกาศเปลี่ยนเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นบนคอมพิวเตอร์ของสถาบันจาก Google เป็น Qwant ของฝรั่งเศส โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2026 อ้างเหตุผลด้านอธิปไตยทางดิจิทัลและการปกป้องข้อมูล [1][3]
รัฐสภายุโรปประกาศเปลี่ยนเครื่องมือค้นหาเริ่มต้นบนคอมพิวเตอร์ของสถาบันจาก Google เป็น Qwant ของฝรั่งเศส โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2026 อ้างเหตุผลด้านอธิปไตยทางดิจิทัลและการปกป้องข้อมูล [1][3] คณะกรรมาธิการยุโรปเตรียมออก 'กฎหมายว่าด้วยการพัฒนาคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์' ซึ่งอาจกีดกันบริษัทคลาวด์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ อย่าง Amazon, Microsoft และ Google ออกจากโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีข้อมูลอ่อนไหว [5][37]
การดำเนินการนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ 'EuroStack' ซึ่งเป็นแผนแม่บทเชิงกลยุทธ์ในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลของยุโรปที่เป็นอิสระ ครอบคลุมตั้งแต่เสิร์ชเอนจิน, คลาวด์, ปัญญาประดิษฐ์, ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอย่าง...