คำเรียกร้องของ Hardt เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 เกิดขึ้นหลัง Ben Gvir เสนอให้สังหารผู้คนในกาซาคืนละ 30–40 คนด้วยปฏิบัติการ “สังหารแบบเจาะจง” พร้อมใช้ถ้อยคำลดทอนความเป็นมนุษย์ของชาวปาเลสไตน์ Hardt ให้เหตุผลว่าการนำ Ben Gvir และ Bezalel Smotrich รัฐมนตรีขวาจัดอีกคนออกจากรัฐบาลอิสราเอล อาจเปิดทางให้ความสัมพันธ์ระหว่าง...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What prompted senior German CDU/CSU lawmaker Jürgen Hardt to urge the European Union to sanction Israeli National Security Minister Itamar B. Article summary: Hardt’s intervention was triggered by Ben-Gvir’s podcast call for Israeli forces to kill 30–40 Palestinians in Gaza nightly through “targeted assassinations,” coupled with language denying some Palestinians’ humanity and. Topic tags: general, general web, government, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with
ถ้อยแถลงของ Jürgen Hardt สมาชิกสภาเยอรมนีและโฆษกด้านนโยบายต่างประเทศของกลุ่มรัฐสภา CDU/CSU เกิดขึ้นหลัง Itamar Ben-Gvir รัฐมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของอิสราเอลให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ของ Rom Braslavski อดีตตัวประกันในกาซา
Ben-Gvir กล่าวว่าอิสราเอลควรดำเนินการ “สังหารแบบเจาะจง” ในกาซา โดยสังหารผู้คนคืนละ 30–40 คน และไม่ควรจำกัดเป้าหมายไว้เฉพาะผู้ที่กำลังเป็นภัยคุกคามโดยตรง เขายังกล่าวว่าชาวปาเลสไตน์บางส่วน “ไม่คู่ควรกับชีวิต” และ “ไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ”
Hardt มองว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้อียูคว่ำบาตร Ben-Gvir เพื่อยืนยันหลักการว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนมีผลใช้กับทุกคนอย่างเป็นสากล
Ben-Gvir กำลังวิจารณ์นายกรัฐมนตรี Benjamin Netanyahu จากการตัดสินใจลดความเข้มข้นของการโจมตีในกาซา ดังนั้นคำพูดของเขาจึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารโดยทั่วไป แต่เป็นการเสนอ “โควตาการสังหาร” รายคืน และย้ำว่าเป้าหมายไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่กำลังคุกคามอิสราเอลในขณะนั้นเท่านั้น
ในการสัมภาษณ์เดียวกัน Ben-Gvir ยังสนับสนุนการส่งเสริมให้ชาวปาเลสไตน์ออกจากกาซาอย่างถาวร และกล่าวว่าควรมองดินแดนดังกล่าวว่าเป็นของอิสราเอลทั้งหมด รายงานข่าวเชื่อมโยงจุดยืนนี้กับการสนับสนุนให้จัดตั้งนิคมอิสราเอลในกาซา
สำหรับ Hardt ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่คำพูดรุนแรงเพียงประโยคเดียว แต่เป็นการผสมผสานระหว่างการยกระดับความรุนแรง ถ้อยคำลดทอนความเป็นมนุษย์ การผลักดันให้เกิดการพลัดถิ่นถาวร และการขยายนิคม ซึ่งเขาเห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักการที่มาตรการคว่ำบาตรของอียูควรปกป้อง
Hardt เสนอเหตุผลทางการเมืองในวงกว้างว่า หากรัฐบาลอิสราเอลไม่มี Ben-Gvir และ Bezalel Smotrich รัฐมนตรีคลังจากฝ่ายขวาจัด ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับอิสราเอลอาจมีโอกาสกลับมาสร้างสรรค์มากขึ้น
แนวคิดนี้แยกการกระทำของรัฐมนตรีสองคนออกจากอิสราเอลและประชาชนอิสราเอลโดยรวม พร้อมวางกรอบว่าการคว่ำบาตรเป็นการตอบสนองต่อพฤติกรรมและถ้อยคำของเจ้าหน้าที่รายบุคคล ไม่ใช่การลงโทษอิสราเอลทั้งประเทศโดยอัตโนมัติ
ในฐานะโฆษกด้านนโยบายต่างประเทศของกลุ่มรัฐสภา CDU/CSU ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษนิยมที่ร่วมรัฐบาล เสียงของ Hardt เพิ่มแรงกดดันต่อ Friedrich Merz นายกรัฐมนตรีเยอรมนี และ Johann Wadephul รัฐมนตรีต่างประเทศ ให้ทบทวนจุดยืนเดิมของเบอร์ลิน หรืออย่างน้อยไม่ขัดขวางมาตรการร่วมของอียู
อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีอยู่ยังไม่แสดงว่ารัฐบาลเยอรมนีเปลี่ยนนโยบายอย่างเป็นทางการ รายงานก่อนหน้านี้ระบุว่าเยอรมนีคัดค้านข้อเสนอให้ขึ้นบัญชีดำรัฐมนตรีอิสราเอล และคัดค้านการจำกัดการค้ากับนิคมในเวสต์แบงก์ รายงานในเวลาต่อมายังระบุว่าเยอรมนีต่อต้านข้อเสนอห้ามการค้ากับนิคม โดย Wadephul ให้เหตุผลว่าต้องใช้มติเอกฉันท์
ดังนั้น คำเรียกร้องของ Hardt ควรถูกมองว่าเป็นแรงผลักดันทางการเมืองที่มีน้ำหนัก ไม่ใช่มติรัฐบาล และยังไม่ใช่หลักฐานว่าเยอรมนีจะสนับสนุนการคว่ำบาตรอย่างแน่นอน
อียูเคยพิจารณามาตรการคว่ำบาตร Ben-Gvir จากกรณีการปฏิบัติต่อผู้เคลื่อนไหวบนเรือ Global Sumud Flotilla ซึ่งเป็นภารกิจนำความช่วยเหลือมุ่งหน้าไปยังกาซา แต่การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศในเดือนมิถุนายนไม่สามารถบรรลุฉันทามติได้ Kaja Kallas หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของอียูระบุว่า หลายประเทศเสนอให้ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจ แต่ยังไม่มีข้อตกลงที่จำเป็น
อุปสรรคสำคัญคือมาตรการคว่ำบาตรด้านนโยบายต่างประเทศของอียูต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศสมาชิกทั้งหมด หากรัฐบาลเพียงประเทศเดียวคัดค้าน ก็สามารถขัดขวางการขึ้นบัญชีในระดับอียูได้
หลายประเทศจึงเลือกใช้มาตรการของตนเอง ในเดือนมิถุนายน 2025 สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ และนอร์เวย์ประกาศคว่ำบาตร Ben-Gvir และ Smotrich จากการปลุกปั่นความรุนแรงต่อชุมชนชาวปาเลสไตน์ ต่อมา ฝรั่งเศสและไอร์แลนด์ก็ห้ามรัฐมนตรีทั้งสองเดินทางเข้าประเทศในปี 2026 แต่มาตรการระดับประเทศเหล่านี้ยังไม่ใช่ระบบคว่ำบาตรร่วมของอียู
รัฐมนตรีอียูยังหารือข้อจำกัดการค้ากับนิคมอิสราเอลในเวสต์แบงก์ ซึ่งอยู่ภายใต้การยึดครอง โดยมีทางเลือกตั้งแต่ระบบใบอนุญาตนำเข้า การเก็บภาษีในอัตราที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า ไปจนถึงการห้ามนำเข้าโดยสิ้นเชิง
ในการประชุมเดือนกรกฎาคม แนวทางห้ามการค้าได้รับการสนับสนุนมากที่สุด แต่ประเทศสมาชิกยังมีความเห็นแตกต่างและไม่ได้อนุมัติมาตรการร่วม
ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องของ Hardt แต่เป็นคนละมาตรการกัน การคว่ำบาตร Ben-Gvir มุ่งเป้าที่รัฐมนตรีรายบุคคล ส่วนการจำกัดการค้านิคมจะกระทบความสัมพันธ์ทางการค้าที่เชื่อมโยงกับนิคม ทั้งสองเรื่องต่างเผชิญโจทย์เดียวกัน คือการต้องรวบรวมความเห็นชอบจากสมาชิกอียูทั้งหมด
คำเรียกร้องของ Hardt เพิ่มแรงกดดันต่อฝ่ายอนุรักษนิยมในรัฐบาลเยอรมนี และทำให้ข้อเรียกร้องให้ดำเนินการต่อ Ben-Gvir กลับมาได้รับแรงส่งทางการเมืองอีกครั้ง ขณะเดียวกันพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยของเยอรมนีก็ใช้ถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีอิสราเอลในทำนองเดียวกัน และ Lars Klingbeil รองนายกรัฐมนตรีเยอรมนี เรียกร้องให้พิจารณาการคว่ำบาตรในระดับอียูอย่างจริงจัง โดยเรียกคำพูดของ Ben-Gvir ว่าไร้มนุษยธรรม
ถึงกระนั้น คำเรียกร้องของ Hardt และเสียงประณามที่ตามมายังไม่รับประกันว่าจะเกิดมาตรการคว่ำบาตร หลักฐานที่มีอยู่สะท้อนว่ายังมีความเห็นไม่ลงรอยกันทั้งในเบอร์ลินและบรัสเซลส์ จนกว่าเยอรมนีจะเปลี่ยนจุดยืนและประเทศสมาชิกอียูทุกประเทศจะเห็นพ้องกัน ถ้อยคำของ Ben-Gvir ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ก่อแรงกดดันทางการเมือง มากกว่าจะเป็นคำตัดสินคว่ำบาตรของอียูที่มีผลแล้ว
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
คำเรียกร้องของ Hardt เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 เกิดขึ้นหลัง Ben Gvir เสนอให้สังหารผู้คนในกาซาคืนละ 30–40 คนด้วยปฏิบัติการ “สังหารแบบเจาะจง” พร้อมใช้ถ้อยคำลดทอนความเป็นมนุษย์ของชาวปาเลสไตน์
คำเรียกร้องของ Hardt เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 เกิดขึ้นหลัง Ben Gvir เสนอให้สังหารผู้คนในกาซาคืนละ 30–40 คนด้วยปฏิบัติการ “สังหารแบบเจาะจง” พร้อมใช้ถ้อยคำลดทอนความเป็นมนุษย์ของชาวปาเลสไตน์ Hardt ให้เหตุผลว่าการนำ Ben Gvir และ Bezalel Smotrich รัฐมนตรีขวาจัดอีกคนออกจากรัฐบาลอิสราเอล อาจเปิดทางให้ความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับอิสราเอลกลับมาสร้างสรรค์มากขึ้น
อียูเคยหารือเรื่องคว่ำบาตร Ben Gvir จากกรณีปฏิบัติต่อผู้เคลื่อนไหวบนเรือ Global Sumud Flotilla แต่สมาชิกยังตกลงกันไม่ได้ ขณะที่ข้อจำกัดการค้ากับนิคมอิสราเอลในเวสต์แบงก์ก็ยังไม่มีมติร่วม