จุดนี้มีความสำคัญ เพราะหลักฐานที่มีอยู่สนับสนุนข้อสรุปว่าเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ขับเคลื่อนด้วยประเด็นความปลอดภัย ไม่ใช่การยืนยันว่าระบบ Windows รุ่นปรับแต่งถูกเจาะระบบหรือมีช่องโหว่ที่ตรวจพบแล้ว
กำหนดการใหม่ยังสอดคล้องกับความพยายามในวงกว้างของจีนที่จะทำให้ห่วงโซ่เทคโนโลยีของภาครัฐพึ่งพาตนเองมากขึ้น ก่อนหน้านี้ แนวทางจัดซื้อจัดจ้างของจีนได้มุ่งลดการใช้ชิปประมวลผลจาก Intel และ AMD ในคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์ของรัฐบาล พร้อมผลักดันให้ลดการใช้ Windows และซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลที่พัฒนาจากต่างประเทศ
ท่าทีของ Microsoft ที่มีการรายงานออกมายังมีจำกัด โฆษกบริษัทกล่าวว่า Microsoft ไม่ทราบว่ามีเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยใดที่ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และซอฟต์แวร์ยังคงได้รับการอัปเดตความปลอดภัยเป็นประจำ แต่บริษัทไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลของคำสั่งจากทางการจีน
คำตอบนี้ทำให้เห็นว่ามีสองประเด็นที่ต้องแยกออกจากกัน Microsoft อาจไม่พบเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยเฉพาะผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันทางการจีนก็ยังสามารถตัดสินใจได้ว่า ซอฟต์แวร์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทต่างชาติไม่เหมาะกับระบบที่มีข้อมูลอ่อนไหว เนื่องจากเหตุผลด้านการกำกับดูแลข้อมูลหรือยุทธศาสตร์ระดับประเทศ
หุ้นของผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการจีนปรับตัวขึ้นตามรายงานข่าว โดย Hunan Kylinsec และ Archermind แตะเพดานเพิ่มขึ้น 20% ในตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ ขณะที่ China National Software เพิ่มขึ้น 10% ตามรายงานที่ Tom’s Hardware อ้างถึง
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนความคาดหวังของนักลงทุนว่า ความต้องการระบบปฏิบัติการในประเทศอาจเพิ่มขึ้น ไม่ใช่หลักฐานว่าบริษัทที่ถูกกล่าวถึงทุกรายได้รับสัญญาจัดซื้อที่เชื่อมโยงกับคำสั่งถอด Windows ครั้งนี้
ในภาพรวม Kylin Software และ Tongxin เกี่ยวข้องกับการผลักดันระบบปฏิบัติการภายในประเทศของจีน ส่วน Huawei มีระบบนิเวศฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่กว้างกว่ามาก ขณะที่ Cambricon เป็นบริษัทที่มุ่งเน้นชิปปัญญาประดิษฐ์เป็นหลัก จึงไม่ควรนำทั้งหมดมารวมเป็นกลุ่มเดียวในฐานะ “หุ้นที่จะมาแทน Windows”
การถอน Windows 10 เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามสร้างทางเลือกภายในประเทศตลอดทั้งห่วงโซ่เทคโนโลยี ได้แก่
มาตรการควบคุมการส่งออกของสหรัฐฯ เป็นฉากหลังสำคัญ แต่ไม่ใช่หลักฐานที่ยืนยันได้ด้วยตัวเองว่าเหตุใดกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐของจีนจึงออกคำสั่งนี้ คำอธิบายที่มีหลักฐานชัดเจนที่สุดยังคงเป็นความกังวลด้านความปลอดภัยข้อมูลของรัฐบาลจีน ควบคู่กับนโยบายลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ
ผลกระทบทางการเงินในทันทีต่อ Microsoft น่าจะอยู่ในวงจำกัดเมื่อเทียบกับธุรกิจทั่วโลกของบริษัท โดย Microsoft เคยระบุว่าจีนคิดเป็นประมาณ 1.5% ของรายได้ทั่วโลก
แต่นัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์กลับมีน้ำหนักมากกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา Microsoft ปิดสำนักงานสาขาและกิจการร่วมค้าในจีนไปแล้วอย่างน้อย 15 แห่ง และ Reuters รายงานว่าบริษัทเคยพิจารณาถอนตัวจากจีนในปี 2023 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทยังไม่มีแผนถอนตัวออกจากจีนทั้งหมด
โอกาสที่เหลืออยู่ของ Microsoft จึงมีลักษณะเฉพาะเจาะจงมากขึ้น นั่นคือการให้บริการบริษัทจีนที่ดำเนินธุรกิจในต่างประเทศผ่านบริการคลาวด์และ AI ที่ยังได้รับอนุญาต มากกว่าการรักษาบทบาทผู้ให้บริการซอฟต์แวร์องค์กรรายใหญ่ในระบบเทคโนโลยีภาครัฐของจีน
ด้วยเหตุนี้ การเร่งยุติ Windows 10 จึงไม่ควรถูกตีความว่า Microsoft กำลังถอนตัวจากจีนทั้งหมด แต่เป็นสัญญาณว่าบทบาทเดิมของบริษัทในฐานะผู้ให้บริการซอฟต์แวร์องค์กรแบบครอบคลุมกำลังรักษาไว้ได้ยากขึ้น เมื่อปักกิ่งให้ความสำคัญกับระบบภายในประเทศ และวอชิงตันจำกัดการถ่ายโอนเทคโนโลยีขั้นสูง
สถานการณ์ของ Microsoft สอดคล้องกับแนวโน้มที่บริษัทสหรัฐฯ หลายแห่งกำลังลดการรับความเสี่ยงจากตลาดภายในประเทศและห่วงโซ่อุปทานของจีน แต่ยังคงกิจกรรมที่มีคุณค่าทางธุรกิจหรือยุทธศาสตร์เอาไว้ อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบกับ Apple มีข้อจำกัด
ความท้าทายของ Apple อยู่ที่การกระจายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานออกจากจีนเป็นหลัก ขณะที่ Microsoft เผชิญแรงกดดันจากการแทนที่ซอฟต์แวร์ต่างชาติในการจัดซื้อภาครัฐ กฎเกณฑ์ด้านซอฟต์แวร์คลาวด์และ AI การปรับให้เข้ากับข้อกำหนดท้องถิ่น และมาตรการควบคุมเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน
จุดร่วมของทั้งสองบริษัทจึงไม่ใช่การถอนตัวอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการลดขนาดและบริหารการดำเนินงานในจีนอย่างระมัดระวังมากขึ้น
คำสั่งถอด Windows 10 ครั้งนี้ทำให้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเห็นได้ชัดเป็นพิเศษ แม้แต่ Windows รุ่นที่พัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงข้อกำหนดของรัฐบาลจีน ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระแสผลักดันให้จีนพึ่งพาเทคโนโลยีของตนเองได้