แรงเสียดทานจากทุกสารทิศทำให้ฟีฟ่าต้องออกมาขยับตัวอย่างรวดเร็ว ภายในวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน เพียงหนึ่งวันหลังจากข่าวร้ายแพร่กระจาย ไฮโม เชียร์กี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการฟุตบอลโลก 2026 ก็ต้องอัดคลิปลงโซเชียลมีเดียเพื่อ 'ชี้แจง' นโยบายใหม่
ใจความสำคัญคือการ 'ผ่อนปรน' ให้แฟนบอล นำ "ขวดน้ำพลาสติกอ่อนแบบใช้แล้วทิ้งที่ยังไม่เปิดฝา" ขนาดไม่เกิน 20 ออนซ์ (590 มิลลิลิตร) ได้ 1 ใบ ต่อ 1 คน สำหรับสนามในสหรัฐฯ และแคนาดา
อย่างไรก็ตาม นี่คือการถอยแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ เพราะสิ่งที่แฟนบอลต้องการจริง ๆ ยังไม่ถูกส่งคืน:
สรุปง่าย ๆ คือคุณซื้อน้ำมาจากข้างนอกได้หนึ่งขวดเล็ก เมื่อหมดก็หมดกัน คราวนี้ถ้าอยากดื่มน้ำอีก ทางเลือกเดียวคือควักกระเป๋าซื้อจากร้านค้าในสนามเท่านั้น
การตัดสินใจแบบปุบปับนี้สร้างศัตรูให้ฟีฟ่าอย่างรวดเร็วผิดปกติ
ประเด็นนี้ขาดมิติเชิงพาณิชย์ไปไม่ได้เลย มองผิวเผินนี่คือปัญหาเรื่อง "ความปลอดภัย" แต่เมื่อมองลึกลงไปใต้กองเชียร์และอุณหภูมิ 35 องศา มันคือการปะทะกันระหว่างผลประโยชน์สปอนเซอร์กับสวัสดิภาพของแฟนบอล
โคคา-โคล่า ในฐานะพันธมิตรเบอร์หนึ่งของฟีฟ่า (Tier-1 FIFA Partner) ถือสิทธิ์ขาดในการขาย "เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด" ภายในสนามฟุตบอลโลกทุกแห่ง ความสัมพันธ์นี้เริ่มตั้งแต่ปี 1978 (และมีการโฆษณาในสนามตั้งแต่ปี 1950) ทำให้ทุกหยดน้ำ ทุกกระป๋องโซดา ทุกขวดเกลือแร่ที่ขายได้ ล้วนเป็นสินค้าจากเครือโค้ก เช่น น้ำดื่ม Dasani และ Powerade
เมื่อทางเลือกในการเติมน้ำดื่มฟรีถูกตัดขาดด้วยการแบนขวดรีฟิล แฟนบอลที่กระหายน้ำกลางแดดเปรี้ยงๆ มีทางเลือกเดียวคือเดินไปซื้อขวดใหม่จากร้านค้าในสนามที่ดำเนินการโดยโคคา-โคล่าเท่านั้น มันคือโมเดลธุรกิจที่บีบให้เกิดการซื้อซ้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
The Athletic ได้อ้างแหล่งข่าวที่ระบุว่า การตัดสินใจกลับลำแบนขวดรีฟิลตั้งแต่แรกนั้น "ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการพิจารณาด้านการค้า" แม้ฟีฟ่าจะยังไม่เคยออกมายอมรับต่อสาธารณะ แต่ภาพที่ออกมามันชัดเจนเกินกว่าจะมองข้าม
การประกาศเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนอาจช่วยลดอุณหภูมิทางการเมืองลงได้บ้าง แต่การที่ยังคงแบนขวดรีฟิลไว้ แปลว่าการถกเถียงว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่าง 'ความปลอดภัยของแฟนบอล' กับ 'ยอดขายของสปอนเซอร์' จะยังคงเป็นเงาตามตัวการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ต่อไป
Comments
0 comments