ซีอีโอของ CryptoQuant ชี้ ตลาดหมี Bitcoin อาจยาวถึงต้นปี 2027 ตามรูปแบบประวัติศาสตร์ที่ดัชนี PnL ลดลงต่อเนื่อง 18 เดือน นับจากจุดเปลี่ยนช่วงตุลาคม 2025 สัญญาณกลับตัวที่แท้จริงต้องเกิดจาก ‘กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเพิ่มขึ้น’ แต่ ‘กำไรที่เกิดขึ้นจริงลดลง’ ซึ่ง Ki Young Ju ระบุว่าตลาดยังไม่ถึงจุดนั้น แรงกดดันเพิ่มเติมม...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What on-chain data and analysis led CryptoQuant CEO Ki Young Ju to predict that Bitcoin's bear market could last until early 2027, and what. Article summary: Here is a breakdown of the on-chain evidence and reasoning behind Ki Young Ju's prediction.. Topic tags: general, general web. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "### CryptoQuant: Bitcoin may hit a "rock-solid bottom" by the end of 2026, with a target range of $55,000-$60,000. PANews reported on April 11th that analysts at CryptoQuant, an on" source context "CryptoQuant: Bitcoin may hit a "rock-solid bottom" by the end of 2026, with a target range of $55,000-$60,000. | PANews" Reference image 2: visual subject "### CryptoQuant: Bitcoin may hit a "rock-solid bottom" by the end of 2026, with a target range of $55,000-
Ki Young Ju ซีอีโอของ CryptoQuant ได้ออกมาให้มุมมองที่ชวนให้ใจเย็นลงสำหรับตลาดคริปโต: วัฏจักรตลาดหมี Bitcoin ในปัจจุบันอาจยังไม่ถึงจุดต่ำสุดจนกว่าจะถึงช่วงต้นปี 2027 การคาดการณ์นี้ไม่ได้มาจากกราฟราคาหรือความรู้สึก แต่มาจากกรอบการวิเคราะห์ข้อมูล on-chain ที่เขาพัฒนามาหลายเดือน และทั้งหมดนี้หมุนรอบตัวชี้วัดเพียงตัวเดียวที่ติดตามผลกำไรและขาดทุนของนักลงทุน
หัวใจสำคัญของการคาดการณ์ของ Ju อยู่ที่ ดัชนีผลกำไรและขาดทุน หรือ PnL Index ของ CryptoQuant ข้อโต้แย้งของเขานั้นตรงไปตรงมา: จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เมื่อใดที่การเทขายทำกำไรเริ่มก่อตัวเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ในหมู่นักลงทุน Bitcoin ดัชนี PnL ก็จะเข้าสู่ช่วงขาลงอย่างต่อเนื่องซึ่งโดยทั่วไปจะกินเวลาประมาณ 18 เดือน
Ju ระบุว่า เดือนตุลาคม 2025 คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ในโพสต์บน X เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2026 เขากล่าวว่า "เมื่อการเทขายทำกำไรเริ่มก่อตัวเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ ระดับกำไรและขาดทุนของนักลงทุน Bitcoin (PnL) มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องประมาณ 18 เดือน" จากแนวโน้มที่กลับตัวในเดือนตุลาคม 2025 ตัวเลขนี้จึงชี้ไปที่จุดสิ้นสุดของตลาดหมีที่อาจเกิดขึ้นในช่วงต้นปี 2027
ทั้งนี้ นี่ไม่ใช่การคาดการณ์ราคา กรอบการวิเคราะห์ของ Ju เป็นแบบจำลอง ระยะเวลา ของวัฏจักร ไม่ใช่การทำนายว่า Bitcoin จะตกลงไปที่ราคาไหน แต่เป็นการอธิบายว่า ความเจ็บปวด จากความสามารถในการทำกำไรโดยรวมที่ลดลงอาจยาวนานแค่ไหนตามรูปแบบในอดีต
ข้อแม้ที่สำคัญที่สุดในการวิเคราะห์ของ Ju คือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เขาย้ำอยู่เสมอว่าการจะเกิดการกลับตัวของแนวโน้มขาขึ้นอย่างแท้จริงได้นั้น ต้องมีเงื่อนไข On-chain หนึ่งปรากฏขึ้น: ‘กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง’ (Unrealized Profits) ต้องเริ่มเพิ่มขึ้น ในขณะที่ ‘กำไรที่เกิดขึ้นจริง’ (Realized Profits) กำลังลดลงพร้อมๆ กัน
การเกิดสัญญาณที่สวนทางกันนี้ จะเป็นสัญญาณว่านักลงทุนกำลัง “ถือ” เหรียญไว้เพื่อรอราคาที่สูงขึ้น แทนที่จะเทขายทุกครั้งที่มีโอกาส หากไม่มีสัญญาณนี้ Ju ยังคงยืนกรานว่าแนวโน้ม PnL ขาลงมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไป และจากความเห็นล่าสุดของเขา "เรายังไม่เห็นสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น"
กรอบการวิเคราะห์ PnL ของ Ju ไม่ได้ลอยอยู่ในสุญญากาศ ตลอดปี 2025 และต้นปี 2026 เขาชี้ไปที่ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านสภาพคล่องที่กำลังกดดัน Bitcoin เหล่า “วาฬรุ่นแรก” (Early Whales) ซึ่งถือครอง Bitcoin ด้วยต้นทุนเฉลี่ยราว 16,000 ดอลลาร์สหรัฐ กำลังเทขายออกมาในมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งมากเสียจนกลบอุปสงค์จากกองทุน ETF และนักลงทุนสถาบันอย่าง MicroStrategy จนหมด
ในขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนใหม่ที่เคยหนุนตลาดก็หยุดชะงัก Ju ชี้ไปที่มูลค่าตลาดตามราคาที่เกิดขึ้นจริง (Realized Cap) ที่ "ราบเรียบ" เป็นหลักฐานว่าไม่มีเงินใหม่ไหลเข้าสู่ตลาดอย่างมีนัยสำคัญอีกต่อไป ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 เขาสรุปสถานการณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า “Bitcoin กำลังลดลงเพราะแรงขายที่ต่อเนื่องยังคงอยู่ โดยไม่มีเงินทุนใหม่ไหลเข้ามา”
การผสมผสานระหว่างการเทขายทำกำไรที่ต่อเนื่อง และเงินทุนไหลเข้าที่หมดแรง ก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ยากต่อการฟื้นตัวของราคา แม้แรงเทขายจะยังไม่รุนแรงถึงขั้นยอมจำนนเหมือนในวัฏจักรก่อนๆ ก็ตาม
ในช่วงที่ Ju ออกมาให้ไทม์ไลน์ต้นปี 2027 ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 นั้น Bitcoin ได้ปรับตัวลงมาอยู่ในกรอบราว 73,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นการลดลงประมาณ 42% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ราว 125,700 ดอลลาร์สหรัฐในเดือนตุลาคม 2025 การปรับฐานครั้งนี้รุนแรงพอที่จะทำให้ต้นทุนเฉลี่ยของนักลงทุนระยะสั้น (Short-Term Holder) จมอยู่ใต้น้ำลึก และสร้างภาระจาก "กำไรที่กลายเป็นขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง" ก้อนใหญ่
นักวิเคราะห์ทางเทคนิคบางรายมองว่าบริเวณ 74,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นระดับสำคัญที่หากยึดกลับมาได้ อาจหนุนให้เกิดการฟื้นตัว Ju ไม่ได้ปฏิเสธระดับราคาเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง แต่กรอบ PnL ของเขาชี้ว่าการดีดตัวใด ๆ ในปีข้างหน้าอาจเกิดขึ้นภายในโครงสร้างของตลาดหมีที่กว้างกว่า มากกว่าจะเป็นการกลับตัวของแนวโน้มอย่างแท้จริง
การคาดการณ์ของ Ju นั้นตั้งอยู่บนความน่าจะเป็น ไม่ใช่ชะตากรรมที่ถูกกำหนดตายตัว นาฬิกาจับเวลา 18 เดือนนับจากตุลาคม 2025 เป็นรูปแบบในอดีต ไม่ใช่กฎธรรมชาติ มีสองตัวแปรที่อาจเปลี่ยนแปลงกรอบเวลาได้อย่างมีนัยสำคัญ:
เงินทุนใหม่ไหลเข้า Ju ย้ำเสมอว่าโครงสร้างขาลงนี้คือปัญหา “สภาพคล่อง” โดยพื้นฐาน การกลับมาของแรงซื้อที่มีนัยสำคัญ โดยเฉพาะผ่าน Spot Bitcoin ETFs อาจท้าทายรูปแบบการลดลงของ PnL ได้
สัญญาณกลับตัวนั่นเอง หาก ‘กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง’ เริ่มไต่ขึ้นในขณะที่ ‘กำไรที่เกิดขึ้นจริง’ ตกลง กรอบการวิเคราะห์ของ Ju เองก็จะชี้ว่าแนวโน้มขาลงกำลังจบลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม จนกว่าสัญญาณนั้นจะปรากฏ เขายังคงย้ำเตือนอย่างสม่ำเสมอว่าตลาดยังอยู่ในช่วงของการเทขายทำกำไร
ตัว Ju เองก็เคยแนะนำให้นักเทรดรู้จักแยกแยะข้อมูล on-chain ดิบ ออกจากบทวิเคราะห์คาดการณ์ โดยแนะนำให้มีการ “DYOR” หรือ “ค้นคว้าด้วยตัวเอง” ด้วยการตรวจสอบข้ามสัญญาณจากผู้ให้บริการข้อมูลหลายๆ แห่ง ด้วยจิตวิญญาณนั้น ไทม์ไลน์ปี 2027 ของเขาจึงเป็นที่เข้าใจได้ดีที่สุดว่าเป็น “สถานการณ์ที่อิงจากข้อมูล” ซึ่งมีเงื่อนไข on-chain ที่ชัดเจน ซึ่งอาจยืนยันหรือหักล้างสถานการณ์นี้ได้ในอีกหลายเดือนข้างหน้า
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ซีอีโอของ CryptoQuant ชี้ ตลาดหมี Bitcoin อาจยาวถึงต้นปี 2027 ตามรูปแบบประวัติศาสตร์ที่ดัชนี PnL ลดลงต่อเนื่อง 18 เดือน นับจากจุดเปลี่ยนช่วงตุลาคม 2025
ซีอีโอของ CryptoQuant ชี้ ตลาดหมี Bitcoin อาจยาวถึงต้นปี 2027 ตามรูปแบบประวัติศาสตร์ที่ดัชนี PnL ลดลงต่อเนื่อง 18 เดือน นับจากจุดเปลี่ยนช่วงตุลาคม 2025 สัญญาณกลับตัวที่แท้จริงต้องเกิดจาก ‘กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงเพิ่มขึ้น’ แต่ ‘กำไรที่เกิดขึ้นจริงลดลง’ ซึ่ง Ki Young Ju ระบุว่าตลาดยังไม่ถึงจุดนั้น
แรงกดดันเพิ่มเติมมาจากเงินทุนไหลเข้าใหม่ที่ชะลอตัว และแรงขายต่อเนื่องจาก “วาฬรุ่นแรก” แต่กรอบเวลาอาจเปลี่ยนไปหากสภาพคล่องกลับมาคึกคัก