Gemini Enterprise รองรับการคิดค่าบริการตามการใช้คอมพิวต์และโทเคนโดยไม่มีค่าธรรมเนียมสมาชิกพื้นฐาน และสามารถใช้ร่วมกับแพ็กเกจแบบรายผู้ใช้ได้ [2][10][13] Flexible Savings Plans ให้ส่วนลด 10% สำหรับสัญญา 1 ปี และ 20% สำหรับสัญญา 3 ปี สำหรับการใช้งานที่เข้าเงื่อนไข [1][7] Google รวม Antigravity และ Android Studio AI ในแ...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What new pricing, savings, deferred-execution, budgeting, monitoring, FinOps, and developer-tool-bundling features did Google launch for Gem. Article summary: Google’s Gemini Enterprise update combines consumption pricing, committed-use discounts, workload scheduling, centralized FinOps controls, and bundled developer tools. The aim is to let enterprises support bursty agent w. Topic tags: general, documentation, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fak
Google กำลังปรับ Gemini Enterprise จากบริการที่มีค่าใช้จ่ายแบบรายผู้ใช้เป็นหลัก ไปสู่โมเดลผสมที่ยืดหยุ่นกว่า โดยองค์กรยังคงใช้ค่าสมาชิกรายผู้ใช้ที่คาดการณ์ได้สำหรับงานประจำ และจ่ายเพิ่มตามการใช้งานจริงสำหรับ AI Agent ที่มีปริมาณงานขึ้นลงไม่แน่นอน
การอัปเดตครั้งนี้ยังมาพร้อมส่วนลดสำหรับองค์กรที่มีการใช้งานสม่ำเสมอ การควบคุมงบประมาณระดับโปรเจกต์ โควตาแบบรวม และการผนวกเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาเข้ากับระบบจัดการเดียวกัน 1
2
6
7
ตัวเลือก Pay-as-you-go คิดค่าบริการจากการใช้ทรัพยากรคอมพิวต์และโทเคนตามอัตรามาตรฐานของ API โดยไม่มีข้อผูกพันล่วงหน้าหรือค่าบริการสมาชิกพื้นฐาน องค์กรสามารถใช้โมเดลนี้ร่วมกับแพ็กเกจแบบรายผู้ใช้ที่มีอยู่แล้วได้ ทำให้พนักงานยังมีสิทธิ์ใช้งานแบบประจำ ขณะที่งานของ Agent ซึ่งคาดการณ์ปริมาณได้ยากจะถูกคิดเงินตามการใช้จริง 10
13
เอกสารโควตาของ Google ระบุว่าแพ็กเกจ Pay-as-you-go ไม่มีขีดจำกัดโควตาฟีเจอร์ ลูกค้าจึงจ่ายตามการใช้งาน ส่วนแพ็กเกจแบบรายผู้ใช้จะได้รับโควตาที่ปรับตามจำนวนไลเซนส์โดยอัตโนมัติ และโควตาหลายประเภทจะถูกรวมไว้ให้ผู้ใช้ในรุ่นเดียวกัน โปรเจกต์เดียวกัน และสถานที่ตั้งเดียวกันใช้งานร่วมกันได้ 2
ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญกับ AI Agent ที่อาจเรียกโมเดลซ้ำหลายครั้ง หรือทำงานต่อเนื่องนานกว่าการสนทนาทั่วไป ระบบคิดเงินตามการใช้งานช่วยลดโอกาสที่ Agent จะหยุดกลางคันเพราะชนเพดานโควตาฟีเจอร์ แต่ในทางกลับกัน องค์กรก็จำเป็นต้องมีงบประมาณระดับโปรเจกต์และระบบติดตามการใช้จ่ายที่รัดกุมขึ้น
สำหรับองค์กรที่มีปริมาณการใช้งานคาดการณ์ได้ หรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ Google นำเสนอ Gemini Enterprise Flexible Savings Plans หรือ FSP ซึ่งเป็นส่วนลดแบบผูกพันตามยอดการใช้จ่าย ลูกค้าตกลงใช้จ่ายขั้นต่ำกับผลิตภัณฑ์ที่เข้าเงื่อนไขเป็นระยะเวลา 1 ปีหรือ 3 ปี และได้รับส่วนลดสำหรับการใช้งานที่อยู่ในขอบเขตของแผน 1
Google ระบุส่วนลดไว้ที่ 10% สำหรับสัญญา 1 ปี และ 20% สำหรับสัญญา 3 ปี ดังนั้น FSP จึงเหมาะกับองค์กรที่ยอมแลกความยืดหยุ่นบางส่วนกับต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำลง ไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับทีมที่ต้องการใช้งานโดยไม่มีข้อผูกพันใด ๆ 1
7
ในทางปฏิบัติ องค์กรอาจจัดสัดส่วนการใช้งานได้ดังนี้
Google วางตำแหน่งการอัปเดตนี้เป็นชั้น FinOps สำหรับงานของ AI Agent ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางชำระเงิน โดยมีการควบคุมค่าใช้จ่ายระดับโปรเจกต์ ขณะที่แพลตฟอร์ม AI ของ Google ยังสนับสนุนการตั้งเพดานการใช้จ่ายและการส่งงานไปยังโมเดลที่มีต้นทุนเหมาะสมกว่า 5
11
27
Google ระบุด้วยว่าสามารถรวมการใช้งาน Gemini Enterprise, Antigravity และ Android Studio AI ไว้ในมุมมองการจัดการเดียว พร้อมข้อมูลด้านความปลอดภัย การสังเกตการณ์ และค่าใช้จ่าย ช่วยให้ผู้ดูแลระบบเชื่อมโยงการใช้งานกับโปรเจกต์และทีมที่เป็นต้นทางของค่าใช้จ่ายได้ 6
7
การควบคุมระดับโปรเจกต์มีความสำคัญเป็นพิเศษเมื่อระบบคิดเงินตามการใช้จริง แพ็กเกจรายผู้ใช้ช่วยให้คาดการณ์ค่าใช้จ่ายประจำเดือนได้ง่ายกว่า ขณะที่ Pay-as-you-go ทำให้ค่าใช้จ่ายผันแปรตามปริมาณงานจริง เพดานงบประมาณจึงทำหน้าที่เป็นขอบเขตป้องกันการใช้จ่ายเกิน แต่แต่ละองค์กรก็ยังต้องกำหนดนโยบายจัดสรรงบประมาณและขั้นตอนตรวจสอบงานที่มีต้นทุนสูงผิดปกติด้วย
Google Antigravity ซึ่งเป็นเครื่องมือพัฒนาแบบ Agentic ของ Google เปิดให้ใช้งานผ่านแพ็กเกจ Gemini Enterprise ที่มีสิทธิ์ แทนการต้องจัดซื้อเป็นเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาแยกต่างหากทั้งหมด ผู้ดูแลระบบสามารถเปิดใช้ Antigravity และ Android Studio AI ให้กับผู้ใช้ที่มีไลเซนส์ Gemini Enterprise Standard, Plus และ Standard Emerging Market ที่เข้าเงื่อนไข 6
9
Google ยังเปิดตัวส่วนขยายสำหรับ IDE เพื่อให้นักพัฒนาสามารถใช้ Antigravity ในสภาพแวดล้อมเขียนโค้ดที่ตนเองถนัดได้ การใช้งานจากเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา แพลตฟอร์ม Agent และแอป Gemini Enterprise จะถูกรวมในมุมมองด้านการจัดการและการเรียกเก็บเงินเดียว แทนการแยกไลเซนส์และระบบบิลออกจากกัน 5
6
7
โควตาสำหรับการใช้งานที่รองรับจะถูกรวมในระดับโปรเจกต์ ทำให้สามารถโยกความจุระหว่างแอปธุรกิจ Agent ที่สร้างขึ้นเอง และงานของนักพัฒนาได้ยืดหยุ่นขึ้น แต่ผู้ดูแลระบบก็ต้องกำหนดวิธีแบ่งงบประมาณและโควตาระหว่างทีมให้ชัดเจน 2
5
มาตรการของ Google มุ่งแก้ปัญหาต้นทุน 3 ด้านหลัก
อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้การประมาณต้นทุนหมดความจำเป็น Pay-as-you-go อาจไม่มีค่าบริการสมาชิกพื้นฐานสำหรับส่วนที่คิดตามการใช้งาน แต่บิลยังคงเพิ่มขึ้นตามการใช้คอมพิวต์และโทเคนจริง ส่วน FSP ช่วยลดต้นทุนของการใช้งานที่ครอบคลุม แต่ต้องแลกกับยอดใช้จ่ายขั้นต่ำและสัญญาระยะเวลา 1 ปีหรือ 3 ปี 1
13
ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ระบุว่าทุกฟีเจอร์จะพร้อมใช้งานสำหรับลูกค้าทุกรายพร้อมกัน Google ระบุว่าการเข้าถึง Antigravity และ Android Studio AI เปิดให้ลูกค้าที่มีสิทธิ์บางส่วนก่อน และกำลังทยอยขยายการให้บริการในวงกว้างขึ้น 6
7
รายงานจากสื่อภายนอกยังระบุว่าเครื่องมือควบคุมค่าใช้จ่ายแบบละเอียดระดับผู้ใช้และทีมอาจเปิดให้ใช้งานในภายหลัง ซึ่งหมายความว่าในช่วงแรก ลูกค้าบางรายอาจต้องพึ่งการควบคุมงบประมาณระดับโปรเจกต์เป็นหลัก 11
สำหรับผู้บริหารฝ่ายการเงินและวิศวกรรม ประเด็นสำคัญคือควรตรวจสอบรุ่นแพ็กเกจ SKU ที่เข้าเงื่อนไข สถานะการทยอยเปิดใช้งาน พฤติกรรมของโควตา และขอบเขตการเรียกเก็บเงินให้แน่ชัดก่อนนำไปคำนวณความคุ้มค่า
ทิศทางของ Google ค่อนข้างชัดเจน: บริษัทกำลังพยายามทำให้การนำ AI Agent มาใช้ในองค์กรสอดคล้องกับการวางแผนงบประมาณมากขึ้น ด้วยการผสานการคิดเงินแบบยืดหยุ่นเข้ากับเครื่องมือควบคุมต้นทุน แทนที่จะบังคับให้องค์กรเลือกระหว่างแพ็กเกจรายผู้ใช้แบบตายตัวกับค่าใช้จ่ายผันแปรที่ไร้กรอบ
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Gemini Enterprise รองรับการคิดค่าบริการตามการใช้คอมพิวต์และโทเคนโดยไม่มีค่าธรรมเนียมสมาชิกพื้นฐาน และสามารถใช้ร่วมกับแพ็กเกจแบบรายผู้ใช้ได้ [2][10][13]
Gemini Enterprise รองรับการคิดค่าบริการตามการใช้คอมพิวต์และโทเคนโดยไม่มีค่าธรรมเนียมสมาชิกพื้นฐาน และสามารถใช้ร่วมกับแพ็กเกจแบบรายผู้ใช้ได้ [2][10][13] Flexible Savings Plans ให้ส่วนลด 10% สำหรับสัญญา 1 ปี และ 20% สำหรับสัญญา 3 ปี สำหรับการใช้งานที่เข้าเงื่อนไข [1][7]
Google รวม Antigravity และ Android Studio AI ในแพ็กเกจที่มีสิทธิ์ พร้อมโควตาและข้อมูลการใช้งานด้านค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย และการสังเกตการณ์ในมุมมองการจัดการเดียว [5][6][7]
Gemini Enterprise รองรับการคิดค่าบริการตามการใช้คอมพิวต์และโทเคนโดยไม่มีค่าธรรมเนียมสมาชิกพื้นฐาน และสามารถใช้ร่วมกับแพ็กเกจแบบรายผู้ใช้ได้ [2][10][13] Flexible Savings Plans ให้ส่วนลด 10% สำหรับสัญญา 1 ปี และ 20% สำหรับสัญญา 3 ปี สำหรับการใช้งานที่เข้าเงื่อนไข [1][7] Google รวม Antigravity และ Android Studio AI ในแ...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What new pricing, savings, deferred-execution, budgeting, monitoring, FinOps, and developer-tool-bundling features did Google launch for Gem. Article summary: Google’s Gemini Enterprise update combines consumption pricing, committed-use discounts, workload scheduling, centralized FinOps controls, and bundled developer tools. The aim is to let enterprises support bursty agent w. Topic tags: general, documentation, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fak
Google กำลังปรับ Gemini Enterprise จากบริการที่มีค่าใช้จ่ายแบบรายผู้ใช้เป็นหลัก ไปสู่โมเดลผสมที่ยืดหยุ่นกว่า โดยองค์กรยังคงใช้ค่าสมาชิกรายผู้ใช้ที่คาดการณ์ได้สำหรับงานประจำ และจ่ายเพิ่มตามการใช้งานจริงสำหรับ AI Agent ที่มีปริมาณงานขึ้นลงไม่แน่นอน
การอัปเดตครั้งนี้ยังมาพร้อมส่วนลดสำหรับองค์กรที่มีการใช้งานสม่ำเสมอ การควบคุมงบประมาณระดับโปรเจกต์ โควตาแบบรวม และการผนวกเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาเข้ากับระบบจัดการเดียวกัน 1
2
6
7
ตัวเลือก Pay-as-you-go คิดค่าบริการจากการใช้ทรัพยากรคอมพิวต์และโทเคนตามอัตรามาตรฐานของ API โดยไม่มีข้อผูกพันล่วงหน้าหรือค่าบริการสมาชิกพื้นฐาน องค์กรสามารถใช้โมเดลนี้ร่วมกับแพ็กเกจแบบรายผู้ใช้ที่มีอยู่แล้วได้ ทำให้พนักงานยังมีสิทธิ์ใช้งานแบบประจำ ขณะที่งานของ Agent ซึ่งคาดการณ์ปริมาณได้ยากจะถูกคิดเงินตามการใช้จริง 10
13
เอกสารโควตาของ Google ระบุว่าแพ็กเกจ Pay-as-you-go ไม่มีขีดจำกัดโควตาฟีเจอร์ ลูกค้าจึงจ่ายตามการใช้งาน ส่วนแพ็กเกจแบบรายผู้ใช้จะได้รับโควตาที่ปรับตามจำนวนไลเซนส์โดยอัตโนมัติ และโควตาหลายประเภทจะถูกรวมไว้ให้ผู้ใช้ในรุ่นเดียวกัน โปรเจกต์เดียวกัน และสถานที่ตั้งเดียวกันใช้งานร่วมกันได้ 2
ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญกับ AI Agent ที่อาจเรียกโมเดลซ้ำหลายครั้ง หรือทำงานต่อเนื่องนานกว่าการสนทนาทั่วไป ระบบคิดเงินตามการใช้งานช่วยลดโอกาสที่ Agent จะหยุดกลางคันเพราะชนเพดานโควตาฟีเจอร์ แต่ในทางกลับกัน องค์กรก็จำเป็นต้องมีงบประมาณระดับโปรเจกต์และระบบติดตามการใช้จ่ายที่รัดกุมขึ้น
สำหรับองค์กรที่มีปริมาณการใช้งานคาดการณ์ได้ หรือมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ Google นำเสนอ Gemini Enterprise Flexible Savings Plans หรือ FSP ซึ่งเป็นส่วนลดแบบผูกพันตามยอดการใช้จ่าย ลูกค้าตกลงใช้จ่ายขั้นต่ำกับผลิตภัณฑ์ที่เข้าเงื่อนไขเป็นระยะเวลา 1 ปีหรือ 3 ปี และได้รับส่วนลดสำหรับการใช้งานที่อยู่ในขอบเขตของแผน 1
Google ระบุส่วนลดไว้ที่ 10% สำหรับสัญญา 1 ปี และ 20% สำหรับสัญญา 3 ปี ดังนั้น FSP จึงเหมาะกับองค์กรที่ยอมแลกความยืดหยุ่นบางส่วนกับต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำลง ไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับทีมที่ต้องการใช้งานโดยไม่มีข้อผูกพันใด ๆ 1
7
ในทางปฏิบัติ องค์กรอาจจัดสัดส่วนการใช้งานได้ดังนี้
Google วางตำแหน่งการอัปเดตนี้เป็นชั้น FinOps สำหรับงานของ AI Agent ไม่ใช่เพียงการเพิ่มช่องทางชำระเงิน โดยมีการควบคุมค่าใช้จ่ายระดับโปรเจกต์ ขณะที่แพลตฟอร์ม AI ของ Google ยังสนับสนุนการตั้งเพดานการใช้จ่ายและการส่งงานไปยังโมเดลที่มีต้นทุนเหมาะสมกว่า 5
11
27
Google ระบุด้วยว่าสามารถรวมการใช้งาน Gemini Enterprise, Antigravity และ Android Studio AI ไว้ในมุมมองการจัดการเดียว พร้อมข้อมูลด้านความปลอดภัย การสังเกตการณ์ และค่าใช้จ่าย ช่วยให้ผู้ดูแลระบบเชื่อมโยงการใช้งานกับโปรเจกต์และทีมที่เป็นต้นทางของค่าใช้จ่ายได้ 6
7
การควบคุมระดับโปรเจกต์มีความสำคัญเป็นพิเศษเมื่อระบบคิดเงินตามการใช้จริง แพ็กเกจรายผู้ใช้ช่วยให้คาดการณ์ค่าใช้จ่ายประจำเดือนได้ง่ายกว่า ขณะที่ Pay-as-you-go ทำให้ค่าใช้จ่ายผันแปรตามปริมาณงานจริง เพดานงบประมาณจึงทำหน้าที่เป็นขอบเขตป้องกันการใช้จ่ายเกิน แต่แต่ละองค์กรก็ยังต้องกำหนดนโยบายจัดสรรงบประมาณและขั้นตอนตรวจสอบงานที่มีต้นทุนสูงผิดปกติด้วย
Google Antigravity ซึ่งเป็นเครื่องมือพัฒนาแบบ Agentic ของ Google เปิดให้ใช้งานผ่านแพ็กเกจ Gemini Enterprise ที่มีสิทธิ์ แทนการต้องจัดซื้อเป็นเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาแยกต่างหากทั้งหมด ผู้ดูแลระบบสามารถเปิดใช้ Antigravity และ Android Studio AI ให้กับผู้ใช้ที่มีไลเซนส์ Gemini Enterprise Standard, Plus และ Standard Emerging Market ที่เข้าเงื่อนไข 6
9
Google ยังเปิดตัวส่วนขยายสำหรับ IDE เพื่อให้นักพัฒนาสามารถใช้ Antigravity ในสภาพแวดล้อมเขียนโค้ดที่ตนเองถนัดได้ การใช้งานจากเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา แพลตฟอร์ม Agent และแอป Gemini Enterprise จะถูกรวมในมุมมองด้านการจัดการและการเรียกเก็บเงินเดียว แทนการแยกไลเซนส์และระบบบิลออกจากกัน 5
6
7
โควตาสำหรับการใช้งานที่รองรับจะถูกรวมในระดับโปรเจกต์ ทำให้สามารถโยกความจุระหว่างแอปธุรกิจ Agent ที่สร้างขึ้นเอง และงานของนักพัฒนาได้ยืดหยุ่นขึ้น แต่ผู้ดูแลระบบก็ต้องกำหนดวิธีแบ่งงบประมาณและโควตาระหว่างทีมให้ชัดเจน 2
5
มาตรการของ Google มุ่งแก้ปัญหาต้นทุน 3 ด้านหลัก
อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้การประมาณต้นทุนหมดความจำเป็น Pay-as-you-go อาจไม่มีค่าบริการสมาชิกพื้นฐานสำหรับส่วนที่คิดตามการใช้งาน แต่บิลยังคงเพิ่มขึ้นตามการใช้คอมพิวต์และโทเคนจริง ส่วน FSP ช่วยลดต้นทุนของการใช้งานที่ครอบคลุม แต่ต้องแลกกับยอดใช้จ่ายขั้นต่ำและสัญญาระยะเวลา 1 ปีหรือ 3 ปี 1
13
ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ระบุว่าทุกฟีเจอร์จะพร้อมใช้งานสำหรับลูกค้าทุกรายพร้อมกัน Google ระบุว่าการเข้าถึง Antigravity และ Android Studio AI เปิดให้ลูกค้าที่มีสิทธิ์บางส่วนก่อน และกำลังทยอยขยายการให้บริการในวงกว้างขึ้น 6
7
รายงานจากสื่อภายนอกยังระบุว่าเครื่องมือควบคุมค่าใช้จ่ายแบบละเอียดระดับผู้ใช้และทีมอาจเปิดให้ใช้งานในภายหลัง ซึ่งหมายความว่าในช่วงแรก ลูกค้าบางรายอาจต้องพึ่งการควบคุมงบประมาณระดับโปรเจกต์เป็นหลัก 11
สำหรับผู้บริหารฝ่ายการเงินและวิศวกรรม ประเด็นสำคัญคือควรตรวจสอบรุ่นแพ็กเกจ SKU ที่เข้าเงื่อนไข สถานะการทยอยเปิดใช้งาน พฤติกรรมของโควตา และขอบเขตการเรียกเก็บเงินให้แน่ชัดก่อนนำไปคำนวณความคุ้มค่า
ทิศทางของ Google ค่อนข้างชัดเจน: บริษัทกำลังพยายามทำให้การนำ AI Agent มาใช้ในองค์กรสอดคล้องกับการวางแผนงบประมาณมากขึ้น ด้วยการผสานการคิดเงินแบบยืดหยุ่นเข้ากับเครื่องมือควบคุมต้นทุน แทนที่จะบังคับให้องค์กรเลือกระหว่างแพ็กเกจรายผู้ใช้แบบตายตัวกับค่าใช้จ่ายผันแปรที่ไร้กรอบ
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Gemini Enterprise รองรับการคิดค่าบริการตามการใช้คอมพิวต์และโทเคนโดยไม่มีค่าธรรมเนียมสมาชิกพื้นฐาน และสามารถใช้ร่วมกับแพ็กเกจแบบรายผู้ใช้ได้ [2][10][13]
Gemini Enterprise รองรับการคิดค่าบริการตามการใช้คอมพิวต์และโทเคนโดยไม่มีค่าธรรมเนียมสมาชิกพื้นฐาน และสามารถใช้ร่วมกับแพ็กเกจแบบรายผู้ใช้ได้ [2][10][13] Flexible Savings Plans ให้ส่วนลด 10% สำหรับสัญญา 1 ปี และ 20% สำหรับสัญญา 3 ปี สำหรับการใช้งานที่เข้าเงื่อนไข [1][7]
Google รวม Antigravity และ Android Studio AI ในแพ็กเกจที่มีสิทธิ์ พร้อมโควตาและข้อมูลการใช้งานด้านค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย และการสังเกตการณ์ในมุมมองการจัดการเดียว [5][6][7]