แม้ข่าวการเปิดตัวจะเป็นการใช้งานด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่หลักการทำงานของ Gemini คือการตีความประโยคบอกเล่าอาการ และแปลงมันให้กลายเป็นการปรับแต่งอุปกรณ์อย่างเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างเช่น แทนที่ผู้ใช้จะต้องรู้ว่าต้องไปปรับค่าอะไร ระบบจะฟังจากสิ่งที่เราพูดแล้วจัดการให้เลย
การปรับภาพ ผู้ใช้สามารถพูดว่า "จอมันมืดไป" (The screen is too dark) ระบบจะเพิ่มความสว่างให้, "ช่วยทำให้สีสันมันสดกว่านี้หน่อย" (Make the colors more vibrant) ระบบจะปรับโทนสีให้, หรือสั่งตรงๆ เลยว่า "เปลี่ยนไปใช้โหมดดูหนัง" (Switch to movie mode) หรือ "ตั้งค่าเป็นโหมดกีฬา" (Set picture mode to Sport) ซึ่งทาง Engadget วิเคราะห์ว่าโหมดกีฬาน่าจะฮอตมากในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก
การจัดการเสียง ก็ทำได้ในลักษณะเดียวกัน หากรู้สึกว่า "ฟังบทสนทนาไม่ค่อยรู้เรื่องเลย" (I can't hear the dialogue clearly) ระบบก็อาจจะไปเปิดฟีเจอร์เพิ่มความชัดของเสียงพูด หรือเปิดคำบรรยายให้อัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีคำสั่งอย่าง "เพิ่มเบสหน่อย" (Increase the bass) หรือ "เร่งเสียงดังขึ้น" (Make it louder)
ระบบสามารถควบคุมค่าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความสว่าง, คอนทราสต์, โหมดภาพ, ระดับเสียง, EQ, และการเปิด-ปิดคำบรรยาย โดยที่เราไม่ต้องรู้เลยว่าปุ่มพวกนี้มันซ่อนอยู่ตรงไหนของอินเทอร์เฟซ
ในการเปิดตัวเดือนมิถุนายน 2026 นี้ ฟีเจอร์ควบคุมด้วยเสียงนี้ยังไม่ใช่ของฟรีที่อัปเดตได้ทุกเครื่องทั่วโลก แต่มันจะเริ่มให้บริการบนทีวี Google TV ของ TCL จำนวน 7 รุ่น ในสหรัฐอเมริกา เป็นกลุ่มแรก โดย TCL จะเป็นพาร์ทเนอร์ที่ได้สิทธิ์พิเศษนี้เพียงผู้เดียวเป็นเวลา 60 วัน ก่อนที่ Google จะขยายการสนับสนุนไปยังทีวี Google TV แบรนด์อื่นๆ ต่อไป
แบรนด์ที่มีแนวโน้มว่าจะได้รับการอัปเดตในระลอกต่อไปก็คือ Sony, Hisense, และ Philips แต่ ณ ตอนนี้ Google ยังไม่ได้ออกมาประกาศตารางเวลาที่แน่ชัดนอกจากช่วงเวลา 60 วันแรกบน TCL
ถ้าคุณใช้หนึ่งในทีวีรุ่นดังกล่าว ระบบจะได้รับฟีเจอร์นี้ผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบทยอยปล่อยในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และหากอยากเช็คว่าเครื่องเราได้เปิดใช้งาน Gemini สำหรับทีวีหรือยัง ให้ไปที่ Settings (การตั้งค่า) → Accounts & Profiles (บัญชีและโปรไฟล์) → [your account] → Voice assistant (ผู้ช่วยเสียง) แล้วเปิดสวิตช์ "Gemini for TV" ให้เรียบร้อย
ฟีเจอร์ควบคุมการตั้งค่านี้เป็นเพียงจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งของการผนวก Gemini เข้ากับ Google TV ครั้งใหญ่ที่เริ่มเปิดตัวตั้งแต่ต้นปี 2026 เป้าหมายคือการเปลี่ยนให้ทีวีไม่ได้เป็นแค่จอสำหรับดูอะไรไปเรื่อยๆ แต่เป็นศูนย์กลางอัจฉริยะที่มี AI เป็นผู้ช่วยตอบโต้กับเรา
1. ค้นหาคอนเทนต์แบบคุยกันรู้เรื่อง
Gemini ช่วยให้คุณหาเรื่องดูด้วยการสนทนาแบบธรรมชาติ แทนที่จะต้องมาพิมพ์ทีละตัวด้วยรีโมท ลองนึกภาพว่าคุณบอกทีวีว่า "หาอะไรให้ดูหน่อยสิ ฉันชอบแนวดราม่า แต่แฟนชอบคอมเมดี้เบาๆ หาเรื่องที่เราดูด้วยกันได้มั้ย" ระบบก็จะประมวลผลความต้องการที่ซับซ้อนให้ได้
2. สรุปเนื้อเรื่องและ "เจาะลึก" (Deep Dives)
เวลาดูแล้วงงหรือสงสัย ก็ถาม Gemini ได้เลย ไม่ว่าจะขอให้สรุปหนังหรือซีรีส์ตอนที่แล้ว, อธิบายปมสำคัญที่ซับซ้อน, หรือให้ข้อมูลเบื้องหลังเกี่ยวกับนักแสดงหรือหัวข้อต่างๆ บนจอ ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของกรอบการแสดงผลรูปแบบใหม่ที่ทำให้ Gemini สามารถแสดงรูปภาพ, วิดีโอ, และอัปเดตกีฬาสดๆ ไปพร้อมกับคำตอบที่เป็นข้อความ
3. เชื่อมโลกส่วนตัวด้วย Google Photos
Gemini นำการค้นหาด้วยภาษาธรรมชาติมาสู่คลังรูป Google Photos บนจอทีวี เช่น พูดว่า "เปิดรูปทริปทะเลเมื่อซัมเมอร์ที่แล้วให้ดูหน่อย" นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือสร้างสรรค์ใหม่ๆ อย่าง "Photos Remix" ที่ใส่สไตล์ศิลป์ให้กับรูป หรือเปลี่ยนรูปถ่ายให้เป็นสไลด์โชว์แบบภาพยนตร์
4. สร้างภาพและวิดีโอด้วย AI บนทีวี
ด้วยพลังของโมเดล Imagen และ Veo ของ Google (ที่ในบางรายงานเรียกด้วยชื่อโค้ดเนมภายใน) ผู้ใช้สามารถเนรมิตภาพหรือวิดีโอสั้นขึ้นมาใหม่จากจินตนาการ หรือรีมิกซ์รูปภาพส่วนตัวที่มีอยู่ได้โดยตรงบนหน้าจอทีวี เปลี่ยนห้องนั่งเล่นให้เป็นสตูดิโอครีเอทีฟ AI ไปเลย
5. ศูนย์กลางสมาร์ทโฮม
ด้วยไมโครโฟนระยะไกล (Far-field microphones) ที่ติดตั้งมาบนทีวี TCL ที่มากับ Gemini ทำให้คุณสามารถควบคุมอุปกรณ์สมาร์ทโฮมอื่นๆ ที่เชื่อมต่อกันอยู่ได้ด้วยคำสั่งเสียง โดยไม่ต้องมีลำโพงอัจฉริยะแยกต่างหากให้เกะกะอีกต่อไป
Comments
0 comments