Daesan Phase II เป็นโรงไฟฟ้า LNG แบบวงจรรวม หรือ combined-cycle ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 557 เมกะวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดประมาณ 3.9 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือ 3.9 เทราวัตต์ชั่วโมง
โรงไฟฟ้าแบบนี้สามารถจ่ายไฟได้ตามความต้องการของระบบ ต่างจากแหล่งพลังงานที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ จึงมีบทบาทช่วยเสริมความมั่นคงให้โครงข่ายไฟฟ้าเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในช่วงที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โครงการ Daesan Phase II เป็นโครงการแบบ greenfield ที่ CGN พัฒนาขึ้นเองตั้งแต่ต้น และมีบริษัทเกาหลีใต้มากกว่า 100 แห่งเข้าร่วมงานก่อสร้าง ความร่วมมือนี้ช่วยให้ประสิทธิภาพการก่อสร้างสูงกว่าค่ามาตรฐานอ้างอิงประมาณ 15%
โครงการดังกล่าวยังถูกรวมอยู่ในแผนพื้นฐานการจัดหาและความต้องการไฟฟ้าฉบับที่ 10 ของเกาหลีใต้ ซึ่งครอบคลุมช่วงปี 2022–2036 การเปิดเดินเครื่องจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มกำลังผลิตของบริษัท แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายแหล่งจ่ายไฟของประเทศด้วย
อีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญของโรงไฟฟ้าแห่งนี้คือกังหันก๊าซได้รับการออกแบบให้สามารถปรับปรุงเพื่อใช้เชื้อเพลิงที่มีไฮโดรเจนผสมได้สูงสุด 30% เมื่อห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนสีเขียวมีความพร้อมมากขึ้น
คำว่า “พร้อมรองรับไฮโดรเจน” ในกรณีนี้หมายถึงโรงไฟฟ้ามีการเตรียมอุปกรณ์และระบบไว้สำหรับการปรับปรุงในอนาคต ไม่ได้หมายความว่าโรงไฟฟ้าจะใช้ไฮโดรเจนในสัดส่วนดังกล่าวตั้งแต่วันแรกที่เปิดดำเนินงาน แนวทางนี้อาจช่วยให้โรงไฟฟ้าค่อย ๆ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอุปกรณ์กังหันหลักทั้งหมดในภายหลัง
พื้นที่ Daesan เองก็เป็นศูนย์กลางการทดลองเทคโนโลยีไฮโดรเจนสำหรับการผลิตไฟฟ้า โดยหน่วยผลิตไฟฟ้าของ Hanwha Impact เคยเดินเครื่องด้วยไฮโดรเจนผสมก๊าซธรรมชาติในสัดส่วน 59.5% ในปี 2023 ขณะเดียวกัน Kawasaki ก็เปิดตัวเครื่องยนต์เชิงพาณิชย์ที่รองรับเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจน 30% ในปี 2025
หลัง Daesan Phase II เริ่มเดินเครื่อง CGN Energy International มีโรงไฟฟ้าในเกาหลีใต้รวม 5 แห่ง และมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมมากกว่า 2.2 กิกะวัตต์
การเพิ่มกำลังผลิตเกิดขึ้นในช่วงที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยส่วนหนึ่งมาจากการขยายตัวของอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งทำให้แรงกดดันต่อการจัดหาไฟฟ้าสูงขึ้น ในบริบทนี้ โรงไฟฟ้าก๊าซที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างยืดหยุ่นจึงมีความสำคัญต่อความเสถียรของระบบไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ความสามารถในการรองรับไฮโดรเจนก็เปิดทางให้โรงไฟฟ้าแห่งนี้ปรับตัวเข้าสู่การผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำได้ในระยะต่อไป