นี่คือโครงการด้านประสาทวิทยาโครงการแรกที่เดินหน้าจากความร่วมมือซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2021 โดยทั้งสองฝ่ายอาจริเริ่มโครงการได้มากถึง 40 โครงการในระยะยาว
เป้าหมายดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการคาดเดาหรือการทดลองเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากกระบวนการค้นพบที่ผสานการทดลองทางชีววิทยาขนาดใหญ่เข้ากับ AI โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้
ทีมงานเพาะเลี้ยง เซลล์ประสาทที่ได้จากเซลล์ต้นกำเนิดพหุศักยภาพเหนี่ยวนำ หรือ hiPSC มากกว่า 1 ล้านล้านเซลล์ จากนั้นทำการตัดการทำงานของยีนแบบ whole-genome CRISPR knockout โดยทดสอบยีนที่เข้ารหัสโปรตีนมากกว่า 17,000 ยีน ทีละยีน พร้อมบันทึกภาพเซลล์มากกว่า 30 ล้านภาพ
ข้อมูลทั้งหมดถูกนำไปฝึกโมเดลพื้นฐานเฉพาะทาง เพื่ออ่านความเปลี่ยนแปลงของเซลล์หลังยีนแต่ละตัวถูกกระตุ้นหรือปิดการทำงาน กระบวนการนี้ก่อให้เกิดแผนที่ชีววิทยาที่เรียกว่า Neuron Map ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่นำไปสู่เป้าหมายยาที่ Genentech เลือกในครั้งนี้
แทนที่จะตั้งสมมติฐานแล้วทดสอบทีละข้อ โมเดล AI เปรียบเทียบผลจากยีนที่ถูกปรับเปลี่ยนแต่ละตัวกับกลไกและยีนที่ทราบว่าเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบประสาท จากนั้นจัดอันดับผู้สมัครตามความสัมพันธ์ทางชีววิทยากับเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับโรค
แนวทางนี้เปลี่ยน AI จากเครื่องมือที่ใช้เพียงทำนายโมเลกุล ไปเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างสมมติฐานใหม่เกี่ยวกับชีววิทยาของโรคในระดับจีโนม
ผู้สมัครจะเดินหน้าต่อได้ก็ต่อเมื่อผ่านการทดสอบครบ 3 ระดับ ได้แก่
จุดสำคัญคือ AI ไม่ได้ทำหน้าที่แทนการทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่ช่วยคัดกรองความสัมพันธ์จำนวนมหาศาล เพื่อให้ทีมวิจัยนำผู้สมัครที่มีหลักฐานรองรับไปทดสอบเชิงลึกได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ข้อควรแยกให้ชัด: เป้าหมายที่เข้าสู่โครงการค้นพบยาระยะแรกมาจาก Neuron Map ไม่ใช่ Microglia Map โดย Microglia Map เป็นโครงการก่อนหน้าที่ศึกษามิ microglia ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันประจำสมอง ทั้งสองแผนที่สร้างขึ้นภายใต้ความร่วมมือเดียวกันระหว่าง Recursion, Roche และ Genentech
การค้นพบเป้าหมายใหม่ในระบบประสาทส่วนกลางถือเป็นบททดสอบที่เข้มข้นของแพลตฟอร์ม AI เพราะงานวิจัยด้านนี้มีอัตราความล้มเหลวสูงและมักวนเวียนอยู่กับเป้าหมายที่ศึกษาอย่างกว้างขวางมานาน เป้าหมายที่ผ่านการยืนยันครั้งนี้จึงเป็นหลักฐานระยะแรกว่าแพลตฟอร์มชีววิทยาแบบ AI-native สามารถเสนอเป้าหมายใหม่และช่วยยืนยันเป้าหมายนั้นด้วยการทดลองจริงได้
การใช้เซลล์ในระดับล้านล้านเซลล์ การรบกวนยีนครบทั้งจีโนม และการประมวลผลภาพเซลล์หลายสิบล้านภาพ ทำให้ทีมวิจัยมองเห็นรูปแบบที่อาจใช้เวลาหลายปีหากค้นหาแบบเรียงลำดับทีละสมมติฐาน
แพลตฟอร์มเริ่มต้นจากหลักฐานทางพันธุกรรมของมนุษย์ที่มีอยู่ แล้วค้นหาความสัมพันธ์ทางชีววิทยาที่ใกล้เคียงกันทั่วทั้งจีโนม จึงทำหน้าที่คล้าย “เครื่องสร้างสมมติฐาน” ที่ช่วยลดความไม่แน่นอนของการลงทุนกับกลไกที่ยังไม่เคยสำรวจ มากกว่าการพึ่งพาการคาดเดาต่อเนื่องทีละขั้น
Najat Khan ซีอีโอของ Recursion ระบุว่า นี่เป็นโครงการแรกจากโครงการที่อาจมีได้มากถึง 40 โครงการ ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ขณะที่ความร่วมมือกับ Roche และ Genentech สร้างเงินจ่ายล่วงหน้าและเงินตามความสำเร็จให้ Recursion แล้วรวม 216 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ early discovery ยังไม่ใช่การยืนยันว่าจะได้เป็นยาที่ใช้รักษาผู้ป่วย เป้าหมายยังต้องผ่านการค้นหาโมเลกุลที่เหมาะสม การทดสอบก่อนคลินิก การทดลองในมนุษย์ และการประเมินโดยหน่วยงานกำกับดูแลอีกหลายขั้นตอน
หมุดหมายของ Recursion และ Genentech เกิดขึ้นท่ามกลางการลงทุนครั้งใหญ่ในเทคโนโลยีค้นพบยาโดยใช้ AI
| คู่สัญญา | มูลค่าดีล | ช่วงเวลา |
|---|---|---|
| Eli Lilly และ Insilico Medicine | สูงสุด 2,750 ล้านดอลลาร์ | มีนาคม 2026 |
| Takeda และ Iambic | มากกว่า 1,700 ล้านดอลลาร์ | กุมภาพันธ์ 2026 |
| Eli Lilly และห้องปฏิบัติการร่วมด้านนวัตกรรม AI กับ NVIDIA ระยะ 5 ปี | 1,000 ล้านดอลลาร์ | ไตรมาส 1 ปี 2026 |
| PostEra และ Pfizer | 610 ล้านดอลลาร์ | มกราคม 2025 |
ภาพรวมจึงกำลังเปลี่ยนจากการซื้อสิทธิ์ในยาเพียงหนึ่งตัว ไปสู่การลงทุนใน โครงสร้างพื้นฐานและแพลตฟอร์ม AI ที่สามารถค้นหาเป้าหมายและโมเลกุลได้หลายโครงการพร้อมกัน การควบรวม Recursion–Exscientia และการเกิดขึ้นของดีลแพลตฟอร์มจำนวนมากสะท้อนว่า AI กำลังถูกวางให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง R&D หลักของบริษัทเภสัชกรรม
การกำกับดูแลก็เริ่มปรับตามความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน โดยมีพัฒนาการสำคัญ 2 ระยะ
แนวคิดสำคัญของ FDA คือผู้พัฒนายาต้องแสดง “ความน่าเชื่อถือของโมเดล” หรือพิสูจน์ว่าเครื่องมือ AI เหมาะสมและเชื่อถือได้สำหรับวัตถุประสงค์เฉพาะที่จะนำไปใช้ในเอกสารยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล
ทั้งนี้ ร่างแนวทางของ FDA เดือนมกราคม 2025 ไม่ได้ครอบคลุม AI ที่ใช้ในการค้นพบยาโดยตรง แต่เน้น AI ที่สร้างข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแล นั่นหมายความว่า การใช้ AI ค้นหาเป้าหมายยาอาจเดินหน้าได้ แต่หลักฐานที่เกิดขึ้นยังต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันตามมาตรฐานการพัฒนายาแบบเดิม
การที่ Genentech เลือกเป้าหมายด้านประสาทวิทยาจากแพลตฟอร์มของ Recursion เป็นหมุดหมายสำคัญของการค้นพบยาโดยใช้ AI เพราะแสดงให้เห็นว่า AI-native biology สามารถค้นหาเป้าหมายใหม่ในสาขาที่ท้าทาย และนำเป้าหมายนั้นเข้าสู่การยืนยันด้วยการทดลองได้
แต่เส้นทางจาก “เป้าหมายที่น่าสนใจ” ไปสู่ “ยาที่ใช้ได้จริง” ยังอีกยาวไกล ความสำเร็จครั้งนี้จึงควรถูกมองเป็นหลักฐานของความเป็นไปได้ ไม่ใช่การรับประกันผลทางคลินิก
เมื่อพิจารณาร่วมกับเงินลงทุนด้าน AI–เภสัชกรรมที่ทะลุ 55,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2024–2025 และการที่ FDA กับ EMA เริ่มกำหนดหลักปฏิบัติสำหรับ AI อย่างเป็นระบบ อุตสาหกรรมกำลังขยับจากคำถามว่า “AI ค้นพบเป้าหมายยาได้หรือไม่” ไปสู่คำถามที่สำคัญกว่าอย่าง “ยาเหล่านั้นจะผ่านการทดสอบและไปถึงผู้ป่วยได้เร็วเพียงใด”