ริยาดมองว่าการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งพลังงาน และเป้าหมายพลเรือนของซาอุฯ โดยกลุ่มเหล่านี้เป็นการข้าม “เส้นแดง” และทำให้ซาอุฯ จำเป็นต้องตอบโต้ อย่างไรก็ตาม ซาอุฯ ต้องการให้การโจมตีดังกล่าวทำหน้าที่เป็นการยับยั้ง เพื่อส่งสัญญาณว่าการโจมตีประเทศจะไม่เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นทุน ไม่ใช่เป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการทางทหารที่กว้างขึ้น
เจ้าชายคอลิดยังนำสารส่วนตัวจากมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน หรือเอ็มบีเอส มาถ่ายทอดให้ฝ่ายสหรัฐฯ ด้วย โดยสารดังกล่าวสะท้อนการประเมินเชิงยุทธศาสตร์ของริยาดว่า อิหร่านพยายามสร้างอำนาจต่อรองผ่านกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค แต่ซาอุดีอาระเบียต้องการหลีกเลี่ยงสงครามขนาดใหญ่
ประเด็นสำคัญอีกด้านของการหารือคือท่าทีต่ออิสราเอล เจ้าชายคอลิดระบุอย่างชัดเจนว่า เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กำลังผลักดันให้ยกระดับความขัดแย้งกับอิหร่าน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียต้องการลดความตึงเครียด
เจนนิเฟอร์ กริฟฟิน ผู้สื่อข่าวของฟ็อกซ์นิวส์ ซึ่งรายงานประเด็นนี้ อ้างว่านี่เป็นหนึ่งในจุดแตกต่างที่สำคัญในการประเมินสถานการณ์ของทั้งสองฝ่าย การส่งสารของริยาดจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องการโจมตีในอิรัก แต่ยังเป็นการบอกว่าสาอุฯ ไม่ต้องการถูกดึงเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งที่ขยายวงตามแรงกดดันจากอิสราเอล
เจ้าหน้าที่ซาอุฯ ประเมินว่า อิหร่านอาจยังคงใช้กลุ่มตัวแทนในภูมิภาคเป็นเครื่องมือกดดันและสร้างอำนาจต่อรอง แม้จะมีช่องทางทางการทูตอยู่ก็ตาม กลุ่มที่ถูกกล่าวถึงรวมถึงกลุ่มฮูตีในเยเมน
แต่ในภาพรวม จุดยืนของซาอุดีอาระเบียยังมุ่งไปที่การลดความตึงเครียดทั่วภูมิภาค มากกว่าการขยายปฏิบัติการทางทหาร นี่คือความพยายามของริยาดในการแยก “การตอบโต้เพื่อป้องปราม” ออกจาก “การเดินหน้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ”
เดิมการเยือนสหรัฐฯ ของเจ้าชายคอลิดมีกำหนดในสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ถูกเลื่อนออกไปหลังการโจมตีของกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค
การพบกับแวนซ์ยังคงเกิดขึ้นในวันที่ 29 กรกฎาคมตามกำหนด และต่อมาในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เข้าร่วมการหารือเพิ่มเติม ลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้การเยือนครั้งนี้ถูกจับตาในฐานะช่องทางที่ซาอุฯ ใช้สื่อสารกับวอชิงตันว่า แม้ริยาดจะพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง แต่ยังต้องการให้สถานการณ์โดยรวมเดินหน้าไปสู่การคลี่คลาย ไม่ใช่การเปิดฉากความขัดแย้งที่ใหญ่กว่าเดิม