JX Advanced Metals ประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ 1.2 แสนล้านเยน ภายในปี 2030 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแผ่นเวเฟอร์อินเดียมฟอสไฟด์เป็น 7 ถึง 10 เท่าของระดับในปี 2025 ซึ่งเป็นการเพิ่มขนาดการลงทุนอย่างก้าวกระโดดจากแผนเดิมที่ประกาศ... วิกฤตนี้ถูกจุดชนวนจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูล AI และมาตรการควบคุมการส่งออกอินเดียมของจีน ซึ่งทำให...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What major expansion investment has JX Advanced Metals announced for indium phosphide wafer production, how does it compare to its earlier p. Article summary: Here is the full picture on JX Advanced Metals' InP expansion, how it escalated, what is driving it, and who else is scaling up.. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# JX Advanced Metals' 3.3 Billion Yen InP Substrate Expansion: A Strategic Catalyst for Semiconductor Supply Chain Dominance. - JX Advanced Metals, a key InP substrate supplier, an" source context "JX Advanced Metals' 3.3 Billion Yen InP Substrate Expansion: A Strategic Catalyst for Semiconductor Supply Chain Dominan" Reference image 2: visual subject "# JX Advanced Metals' 3.3 Billion Yen InP Substrate
การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะคอขวดด้านวัสดุที่คาดไม่ถึง และกำลังส่งผลกระทบต่อศูนย์ข้อมูลที่ทรงพลังที่สุดในโลก นั่นคือ อุปทานของแผ่นเวเฟอร์อินเดียมฟอสไฟด์ (InP) ซึ่งเป็นสารกึ่งตัวนำแบบ compound ที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับตัวรับส่งสัญญาณแสง (optical transceiver) ความเร็วสูง เมื่อคลัสเตอร์ AI เติบโตจากจำนวนคันเร่งหลายพันตัวเป็นหลายแสนตัว ความหนาแน่นของการเชื่อมต่อด้วยแสงก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ผลักดันให้อุปสงค์ของ InP สูงเกินขีดความสามารถของซัพพลายเชนที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตลาดโทรคมนาคมที่เติบโตช้ากว่ามาก สัญญาณของวิกฤตินี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในแผนการลงทุนของผู้ผลิตแผ่นฐานรอง (substrate) รายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม
JX Advanced Metals ผู้ครองส่วนแบ่งตลาดแผ่นฐานรอง InP ทั่วโลกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งด้วยสัดส่วนประมาณ 40% ในปีงบประมาณ 2026 ได้ประกาศการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท โดยวางแผนที่จะทุ่มเงินลงทุน 120,000 ล้านเยน (ประมาณ 780 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 28,000 ล้านบาท) ภายในปีงบประมาณ 2030 เพื่อขยายกำลังการผลิตแผ่นเวเฟอร์อินเดียมฟอสไฟด์ เมื่อรวมกับโครงการที่ประกาศไปก่อนหน้านี้ บริษัทคาดว่ากำลังการผลิตทั้งหมดจะเพิ่มขึ้น 7 ถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับระดับในปีงบประมาณ 2025
การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นการขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีผู้ผลิตแผ่นฐานรอง InP รายใดประกาศออกมา
เส้นทางสู่การลงทุน 1.2 แสนล้านเยน แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ด้านอุปทานเลวร้ายลงอย่างรวดเร็วเพียงใด และแผนการของ JX ก็ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด:
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เป้าหมายการใช้จ่ายของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 80 เท่า โดยแผนสุดท้ายมีขนาดใหญ่กว่าแผนเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 3 เท่า ที่เพิ่งประกาศไปเมื่อ 4 เดือนก่อนถึง 6 เท่า
สองปัจจัยที่ขับเคลื่อนความเร่งด่วนครั้งประวัติศาสตร์นี้ ประการแรกคือด้านอุปสงค์ (Demand): กว่า 80% ของอุปสงค์ขั้นปลายน้ำของ InP ในปัจจุบัน มาจากโมดูลออปติคัลความเร็วสูงสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ในขณะที่ผู้ให้บริการไฮเปอร์สเกล (hyperscalers) ต่างหันมาใช้อุปกรณ์ optical มาตรฐาน 800G และ 1.6T และกำลังผลักดันไปสู่เทคโนโลยี co-packaged optics ความต้องการใช้เลเซอร์และแผ่นเวเฟอร์ที่ทำจาก InP ของอุตสาหกรรมก็คาดว่าจะเติบโตในอัตรา CAGR สูงถึง 85% ต่อปี ไปจนถึงปี 2030 สำหรับการใช้งานด้าน AI เพียงอย่างเดียว
ประการที่สองคือแรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการควบคุมใบอนุญาตส่งออกสารกึ่งตัวนำชนิดนี้ ผลลัพธ์ที่ตามมารวดเร็วและรุนแรง ราคา InP พุ่งสูงขึ้นประมาณ 250% และซัพพลายเออร์ด้านโฟโตนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลกต้องแบกรับภาระคำสั่งซื้อที่ค้างส่งยาวไปจนถึงปี 2028
แรงสั่นสะเทือนนี้ทำให้การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง บีบให้ซีอีโอของ Coherent ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปที่ได้รับการสนับสนุนจาก NVIDIA ต้องเข้าร่วมคณะผู้แทนการค้าของสหรัฐฯ ไปยังประเทศจีนในเดือนพฤษภาคม ปี 2026 ด้วยตนเอง เพื่อเจรจาเรื่องการเข้าถึงวัตถุดิบ
แรงกดดันเหล่านี้ได้ปะทะกับข้อจำกัดด้านอุปทานเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง เพราะการรับรองสายการผลิต InP ใหม่ต้องใช้เวลายาวนานถึง 18–24 เดือน การผลิตส่วนใหญ่ยังคงใช้แผ่นเวเฟอร์ขนาด 2 และ 4 นิ้ว ในขณะที่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ขนาด 6 นิ้ว เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และการขยายกำลังการผลิตที่เริ่มในปี 2025 จะยังไม่สามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองได้ก่อนปี 2027
สมการของอุปสงค์และอุปทานคือคำอธิบายให้กับภาวะตื่นตระหนกครั้งนี้ ในปี 2025 อุปสงค์ทั่วโลกสำหรับอุปกรณ์ InP อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านชิ้น ในขณะที่กำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพมีเพียง 600,000 หน่วย ซึ่งหมายถึงการขาดดุลอุปทานเกือบ 70% และในปี 2026 การประมาณการอุปสงค์พุ่งสูงถึง 2.6 ถึง 3.0 ล้านแผ่นเวเฟอร์ ตรงข้ามกับฐานกำลังการผลิตที่ขยายตัวเพียงเล็กน้อยเป็น 600,000 ถึง 750,000 หน่วย
JX Advanced Metals ไม่ได้เคลื่อนไหวเพียงลำพัง ซัพพลายเชน InP ทั้งหมดกำลังอยู่ในสภาวะขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง เพื่อตอบสนองอุปสงค์จากลูกค้าตัวรับส่งสัญญาณแสงรายใหญ่
แม้จะมีเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ที่ทุ่มลงไปแล้วในตอนนี้ แต่ฉันทามติของอุตสาหกรรมก็คือ ช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานจะต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะปิดลงได้ การลงทุน 4 พันล้านดอลลาร์ของ NVIDIA, โรงงานแห่งที่ 5 ของ Lumentum, เป้าหมาย 7-10 เท่า ของ JX ล้วนเป็นความพยายามที่จะไล่ตามเส้นโค้งอุปสงค์ที่กำลังเร่งตัวขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวงจรการรับรองคุณภาพที่วัดกันเป็นปี และแผนการนำทางด้าน optical ของ AI ที่ต้องการความหนาแน่นที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาคอขวดของแผ่นฐานรอง InP ดูเหมือนจะเป็นคุณลักษณะที่กำหนดทิศทางของภูมิทัศน์โครงสร้างพื้นฐาน AI ไปจนถึงปลายทศวรรษนี้
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
JX Advanced Metals ประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ 1.2 แสนล้านเยน ภายในปี 2030 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแผ่นเวเฟอร์อินเดียมฟอสไฟด์เป็น 7 ถึง 10 เท่าของระดับในปี 2025 ซึ่งเป็นการเพิ่มขนาดการลงทุนอย่างก้าวกระโดดจากแผนเดิมที่ประกาศ...
JX Advanced Metals ประกาศแผนลงทุนครั้งใหญ่ 1.2 แสนล้านเยน ภายในปี 2030 เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตแผ่นเวเฟอร์อินเดียมฟอสไฟด์เป็น 7 ถึง 10 เท่าของระดับในปี 2025 ซึ่งเป็นการเพิ่มขนาดการลงทุนอย่างก้าวกระโดดจากแผนเดิมที่ประกาศ... วิกฤตนี้ถูกจุดชนวนจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูล AI และมาตรการควบคุมการส่งออกอินเดียมของจีน ซึ่งทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 250% และเกิดคำสั่งซื้อค้างส่งยาวไปถึงปี 2028 ก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงกำลังการผลิตในหมู่ซัพพลายเออร์ราย...
บริษัทอย่าง Lumentum, Coherent และ AXT ต่างก็เร่งขยายกำลังการผลิตเช่นกัน แต่ด้วยวงจรการรับรองสายการผลิตใหม่ที่ใช้เวลา 18 24 เดือน ทำให้อุตสาหกรรมคาดว่าปัญหาคอขวดนี้จะยังคงยืดเยื้อไปอีกนานหลังจากปี 2027
Loading comments...
Comments
0 comments