ค่าพรีเมียมเพิ่มสำหรับออเดอร์ HPC ลูกค้าที่สั่งชิปสำหรับงาน High-Performance Computing (HPC) เกินกว่าปริมาณที่ตกลงไว้ในสัญญาจะต้องจ่ายค่าพรีเมียมเพิ่มอีก 10% ถึง 15% จากราคาที่ขึ้นแล้ว ซึ่งหมายความว่าออเดอร์ชิปขั้นสูงบางรายการอาจมีราคาเพิ่มขึ้นถึง 25% เมื่อรวมฐานที่ปรับขึ้น
กลุ่มลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ TSMC ได้แจ้งให้ลูกค้ารายใหญ่ทราบแล้ว อาทิ Apple, Nvidia, AMD รวมถึง Google, Amazon, Qualcomm และ MediaTek
เหตุผลเชิงกลยุทธ์ ประธานกรรมการและซีอีโอ ซี.ซี. เว่ย (C.C. Wei) กล่าวว่านโยบายการกำหนดราคาของ TSMC นั้นเป็น "เชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่การฉวยโอกาส" โดยชี้ว่าการขึ้นราคาครั้งนี้เป็นการตอบสนองต่อต้นทุนที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้น TSMC ยังกล่าวว่าต้องการหลีกเลี่ยงการขึ้นราคาแบบรุนแรงอย่างที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมชิปหน่วยความจำซึ่งเคยพุ่งถึง 4–5 เท่า ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ได้แก่:
ความต้องการ AI ที่ไม่หยุดยั้ง ซี.ซี. เว่ยกล่าวในเดือนมิถุนายน 2026 ว่า TSMC "กำลังทำงานหนักเพื่อให้ทัน" กับความต้องการ AI ซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ความต้องการที่ไม่รู้จักพอสำหรับชิปเร่งความเร็ว AI (จาก Nvidia, AMD) และชิปแบบกำหนดเอง เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กำลังการผลิตของ TSMC สำหรับกระบวนการขั้นสูงขายหมดเกลี้ยงและทำให้บริษัทมีอำนาจในการตั้งราคา
ผลกระทบต่อราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ นักวิเคราะห์คาดว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้จะถูกผลักภาระไปยังผู้บริโภค ทำให้ราคาของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิดที่ใช้ชิปของ TSMC สูงขึ้น ตั้งแต่สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ไปจนถึงชุดควบคุมในรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
TSMC ทะยานขึ้นไปอยู่อันดับที่ 82 ในรายชื่อ Fortune Global 500 ประจำปี 2026 ซึ่งขยับขึ้นมาถึง 44 อันดับจากปีที่แล้ว ด้วยรายรับ 122,260 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.4 ล้านล้านบาท) สำหรับปีงบประมาณ 2025 ซึ่งคิดเป็นการเติบโตของรายได้ถึง 35.6% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยได้แรงหนุนหลักจากความต้องการชิป AI นับเป็นครั้งแรกที่ TSMC ติดอันดับ 100 บริษัทแรกของโลกใน Fortune Global 500