ในชีวิตประจำวัน เธอเน้นย้ำถึงนิสัยเล็กๆ ที่ทำซ้ำๆ ได้ เช่น การใช้เวลาท่ามกลางธรรมชาติเพื่อสุขภาพกายและใจ และที่สำคัญที่สุดคือ การให้ความสำคัญกับการนอนหลับ "ยิ่งนอนมาก จิตใจก็ยิ่งผ่อนคลาย" เธอกล่าว
Nicola ปฏิเสธวิธีการเลี้ยงลูกแบบ "ผู้ใหญ่สั่งลูกทำ" อย่างสิ้นเชิง โดยบอกว่ามันเป็นวิธีที่ล้าสมัย เมื่อพูดคุยกับลูกสาววัย 17 ปี เธอจะ "พูดเหมือนพี่สาวหรือเพื่อน" ไม่ใช่พูดว่า "แม่บอกให้ทำแบบนี้ ก็ต้องทำตามนะ"
การเป็นแม่คือ "จุดเปลี่ยนที่แท้จริง" ของเธอ เธออธิบายว่า "เมื่อก่อนตอนเป็นลูก ฉันแค่ดูแลตัวเอง แต่ตอนนี้ฉันต้องมองภาพรวมทั้งหมด ดูทั้งครอบครัว"
ความห่วงใยในความปลอดภัยของลูกๆ ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอาชีพการงานอีกด้วย: ในปี 2010 เธอตัดสินใจลงทะเบียนเรียนปริญญาโทสาขาการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มหาวิทยาลัยฮ่องกงเป็นเวลา 2 ปี เพราะลูกสาวของเธอทำให้เธอตระหนักถึงปัญหามลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของอาหารที่ส่งผลต่อคนรุ่นต่อไป
บทเรียนที่สามของ Nicola เกี่ยวข้องกับกรอบความคิด "เราไม่สามารถควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกหรือในชีวิตเราได้ แต่เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อที่เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น เราจะมีทางเลือกมากขึ้น" เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
เมื่อวางแผนเสร็จเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นประกันภัย คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือเงินออม เธอเชื่อว่า "สิ่งที่ดีต่อสุขภาพที่สุดคือการหยุดกังวล" เพราะเธอมองว่าความวิตกกังวลนั้นเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วย "ถ้าคุณกังวล คุณจะป่วย ถ้าคุณไม่กังวล คุณก็มีโอกาสป่วยน้อยลง" เธอกล่าวเสริม
Nicola ร่วมก่อตั้ง LoCoFarms ซึ่งเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมที่เชื่อมโยงผู้บริโภคในฮ่องกงกับเกษตรกรท้องถิ่นและผู้ผลิตอาหารฝีมือดี เธอมองว่ามันเป็นวิถีทางของเธอในการแสดงความรับผิดชอบต่อชุมชนในวงกว้าง: "การทำอะไรบางอย่างเพื่อสังคมของเรา เพื่อชุมชนฮ่องกง"
เธอเห็นว่า LoCoFarms เป็น "เมล็ดพันธุ์แห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน" และวัดความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ขนาด แต่เป็นการลงมือทำตามค่านิยมของเธอ
เสาหลักทั้งสี่นี้—การป้องกันโดยอาศัยผู้เชี่ยวชาญ การเลี้ยงลูกแบบร่วมมือ การเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนอย่างสงบ และการลงมือทำเพื่อชุมชน—คือพิมพ์เขียวที่ Nicola ได้เรียนรู้จากวิกฤตครั้งเดียว "ภายในแค่ 24 ชั่วโมง หลายสิ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้" เธอสะท้อน "แต่เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้"