Google กำลังต่อสู้คดีละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่อ้างหลัก 'การใช้งานโดยชอบธรรม' (Fair Use) แต่ใช้กลยุทธ์ใหม่ด้วยการตีความว่า 'ข้อกำหนดในการให้บริการ' (Terms of Service) ของ YouTube อนุญาตให้ใช้เพลงที่อัปโหลดเพื่อเทรน AI ได้แ... กลุ่มนักดนตรีอิสระยื่นฟ้องแบบกลุ่ม (class action) ในเดือนมีนาคม 2026 กล่าวหาว่า Google ก๊อปปี้เพ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What legal argument is Google making in its motion to dismiss the copyright lawsuit filed by independent musicians over YouTube music used t. Article summary: Here is the breakdown of the case, Google's defense, and its potential impact.. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Indie artists sue Google, claiming it mined music from YouTube to train Lyria 3 AI music tool. A group of independent musicians and songwriters sued Google on Friday (March 6), a" source context "Indie artists sue Google, claiming it mined music from YouTube to train Lyria 3 AI music tool - Music Business Worldwide" Reference image 2: visual subject "The lawsuit accuses Google of training Lyria 3 on music that had been uploaded to YouTube, but not li
วงการดนตรีและเทคโนโลยีกำลังจับตามองการต่อสู้ทางกฎหมายครั้งสำคัญในศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หลังกลุ่มนักดนตรีอิสระยื่นฟ้อง Google โดยกล่าวหาว่าบริษัทละเมิดลิขสิทธิ์เพลงนับล้านเพลงจาก YouTube เพื่อใช้เทรนโมเดล AI สร้างเพลง Lyria 3 โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่จุดที่น่าสนใจและน่าตกใจไม่แพ้กันคือแนวทางที่ Google ใช้ในการสู้คดีครั้งนี้ ซึ่งแตกต่างจากการต่อสู้คดี AI ทั่วๆ ไปอย่างสิ้นเชิง
ในคำร้องขอให้ยกฟ้อง (motion to dismiss) ที่ยื่นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2026 Google ไม่ได้ใช้ข้อต่อสู้แบบดั้งเดิมอย่าง 'การใช้งานโดยชอบธรรม' (Fair Use) เหมือนที่บริษัท AI อื่นๆ มักใช้ หากแต่เลือกใช้กลยุทธ์ที่กินความหมายกว้างและดุดันกว่านั้น
Google อ้างว่า ตัวศิลปินเองนั่นแหละที่มอบใบอนุญาตให้ Google ใช้เพลงของพวกเขาได้ตั้งแต่วินาทีที่พวกเขากด 'อัปโหลด' (upload) ผลงานลง YouTube โดยชี้ไปที่ข้อความใน ข้อกำหนดในการให้บริการ (Terms of Service - TOS) ซึ่งระบุว่า ผู้ใช้ให้สิทธิ์ YouTube และ Google ในฐานะผู้ให้บริการ ในการได้รับ "ใบอนุญาตทั่วโลก แบบไม่ผูกขาด ปลอดค่าลิขสิทธิ์ สามารถให้สิทธิ์ช่วงต่อได้ และโอนให้กันได้ เพื่อใช้ ทำซ้ำ แจกจ่าย เตรียมงานดัดแปลง จัดแสดง และนำออกแสดง" สำหรับเนื้อหาทั้งหมดที่อัปโหลด
Google ยืนยันว่ากระบวนการเทรน AI ด้วยข้อมูลเหล่านี้ เข้าข่ายสิทธิ์ในการ 'ทำซ้ำ' (reproduce) และ 'เตรียมงานดัดแปลง' (prepare derivative works) ตามข้อกำหนดดังกล่าวอย่างชัดเจน จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตหรือจ่ายเงินชดเชยใดๆ ให้กับศิลปินเพิ่มเติมอีก และได้ขอให้ศาลยกฟ้องคดีนี้แบบมีอคติ (dismiss with prejudice) ซึ่งหมายความว่าจะไม่สามารถนำคดีมายื่นฟ้องใหม่ได้อีก
กลยุทธ์นี้เท่ากับว่า Google กำลังเดินบนเส้นลวดทางกฎหมาย เพราะในขณะเดียวกันก็ยังไม่เคยยืนยันอย่างเป็นทางการว่าใช้ข้อมูลของใครบ้างในการเทรน Lyria 3 แต่ก็กำลังบอกกับศาลว่าถึงแม้จะใช้ ก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้โดยสมบูรณ์ตามเงื่อนไขการใช้งาน
คดีแบบกลุ่ม (class action) นี้ถูกยื่นฟ้องเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2026 ที่ศาลรัฐบาลกลางเขตเหนือของรัฐอิลลินอยส์ (US District Court for the Northern District of Illinois) โดยกลุ่มนักดนตรีและนักแต่งเพลงอิสระ นำโดย Nick Kogon, James Burjek, Berk Ergoz, Hamza Jilani, Maatkara Wilson, Arjun Singh, Magnus Fiennes และ Michael Mell โดยมีสำนักงานกฎหมาย Loevy & Loevy เป็นตัวแทน
ในคำฟ้องความยาว 118 หน้า กลุ่มนักดนตรีกล่าวหาว่า Google ก๊อปปี้ผลงานเพลงที่มีลิขสิทธิ์นับล้านๆ ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เสียง บทเพลง และเนื้อร้อง จาก YouTube และทั่วอินเทอร์เน็ต เพื่อใช้ในการสร้าง Lyria 3 โดยปราศจากการขออนุญาตหรือจ่ายเงินชดเชย ข้อกล่าวหาสำคัญมีดังนี้:
นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางกฎหมายระหว่างศิลปินกลุ่มเล็กๆ กับบริษัทยักษ์ใหญ่ เพราะหากศาลยอมรับการตีความข้อกำหนดการใช้บริการ (TOS) ของ YouTube ตามที่ Google เสนอ จะเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ไปทั่วทั้งระบบนิเวศของคอนเทนต์ครีเอเตอร์
1. ครีเอเตอร์หมดสิทธิ์เลือกและเรียกร้องค่าตอบแทน: ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นทันทีคือ นักดนตรี พอดแคสต์เตอร์ หรือใครก็ตามที่อัปโหลดผลงานลง YouTube จะถูกตีความโดยอัตโนมัติว่า 'ยินยอม' ให้ผลงานของตนถูกใช้เพื่อเทรน AI ที่อาจกลับมาเป็นคู่แข่งของตัวเองในอนาคต โดยไม่มีกลไกให้ยกเลิกสิทธิ์ (opt-out) หรือเรียกร้องค่าชดเชยใดๆ ได้
2. แปลนสำเร็จรูปให้แพลตฟอร์มอื่นๆ: แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อื่นๆ ที่มีข้อกำหนดการใช้บริการที่ให้ใบอนุญาตแบบกว้างๆ คล้ายกัน อย่าง Instagram และ TikTok จะมีแนวทางป้องกันตัวที่ชัดเจนเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีละเมิดลิขสิทธิ์จากการเทรน AI ซึ่งจะทำให้ครีเอเตอร์ทั่วโลกฟ้องร้องได้ยากขึ้นมาก
3. บ่อนทำลายตลาดค่าลิขสิทธิ์ AI: หากข้อตกลงการใช้บริการถูกวินิจฉัยว่าเป็นการขออนุญาตที่เพียงพอแล้ว อำนาจต่อรองที่ครีเอเตอร์มีในการผลักดันให้เกิดระบบ 'เลือกเข้าร่วม' (opt-in) และการคิดค่าไลเซนส์แยกต่างหากจากผู้พัฒนา AI ก็อาจพังทลายก่อนที่ตลาดนี้จะเติบโตได้เสียอีก
4. ครอบคลุมทุกคอนเทนต์ ไม่ใช่แค่เพลง: ตรรกะของข้อโต้เถียงของ Google ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพลง เงื่อนไข TOS เดียวกันนี้ใช้ได้กับ วิดีโอ พอดแคสต์ สอนทำอาหาร หรือการไลฟ์สตรีมใดๆ ซึ่งหมายความว่ามันอาจเปิดทางให้ Google มีอิสระในการใช้คอนเทนต์จากผู้ใช้ทั้งหมดเพื่อเทรน AI ในอนาคต
คดีนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชิคาโก ผลของมันจะส่งผลต่อคดีคู่ขนานกับบริษัท AI ดนตรีอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะช่วยร่างเส้นแบ่งของกฎหมายลิขสิทธิ์ในยุคของ Generative AI
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Google กำลังต่อสู้คดีละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่อ้างหลัก 'การใช้งานโดยชอบธรรม' (Fair Use) แต่ใช้กลยุทธ์ใหม่ด้วยการตีความว่า 'ข้อกำหนดในการให้บริการ' (Terms of Service) ของ YouTube อนุญาตให้ใช้เพลงที่อัปโหลดเพื่อเทรน AI ได้แ...
Google กำลังต่อสู้คดีละเมิดลิขสิทธิ์โดยไม่อ้างหลัก 'การใช้งานโดยชอบธรรม' (Fair Use) แต่ใช้กลยุทธ์ใหม่ด้วยการตีความว่า 'ข้อกำหนดในการให้บริการ' (Terms of Service) ของ YouTube อนุญาตให้ใช้เพลงที่อัปโหลดเพื่อเทรน AI ได้แ... กลุ่มนักดนตรีอิสระยื่นฟ้องแบบกลุ่ม (class action) ในเดือนมีนาคม 2026 กล่าวหาว่า Google ก๊อปปี้เพลงนับล้านๆ เพลงจาก YouTube เพื่อใช้สร้างโมเดล AI สร้างเพลงในชื่อ Lyria 3
คำตัดสินของศาลในคดีนี้อาจสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แพลตฟอร์มอื่นๆ ใช้เป็นแนวทางป้องกันตัวในการเทรน AI และลดทอนอำนาจต่อรองของครีเอเตอร์ทั่วโลก