เขายังถามด้วยว่าเรือดังกล่าวอยู่ในน่านน้ำของอิสราเอลจริงหรือไม่ และเหตุใดจึงต้องจับกุมผู้โดยสารที่กำลังทำภารกิจด้านมนุษยธรรม
ระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี อี แจ‑มยอง ได้หยิบยกสถานะทางกฎหมายของเนทันยาฮูต่อศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้นมาพูดถึง โดยถามเจ้าหน้าที่ว่า เนทันยาฮูถูกศาล ICC ออกหมายจับในฐานะผู้ต้องสงสัยคดีอาชญากรรมสงครามหรือไม่ และควรพิจารณาความเป็นไปได้ในการจับกุมเขาหากเดินทางเข้าเกาหลีใต้
ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจสำคัญของศาล ICC เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2024 ซึ่งได้ออกหมายจับต่อเนทันยาฮูและอดีตรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล โยอาฟ กัลแลนต์ (Yoav Gallant) จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในสงครามกาซา
ผู้พิพากษาศาล ICC ระบุว่ามี “เหตุอันควรเชื่อได้” ว่าผู้นำทั้งสองอาจมีความรับผิดชอบต่อการกระทำ เช่น การใช้ความอดอยากเป็นวิธีการทำสงคราม และการโจมตีพลเรือน
อย่างไรก็ตาม หมายจับ ไม่ใช่คำพิพากษาว่ามีความผิด แต่เป็นขั้นตอนทางกฎหมายที่เปิดทางให้มีการดำเนินคดีในศาลเท่านั้น
จนถึงตอนนี้ รัฐบาลยังไม่ได้ประกาศนโยบายว่าจะจับกุมเนทันยาฮูจริงหรือไม่ โดยระบุเพียงว่ากำลังอยู่ในขั้นตอน “การทบทวนทางกฎหมายและการทูต”
การที่ผู้นำประเทศหนึ่งเรียกผู้นำของอีกประเทศว่า “อาชญากรสงคราม” ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยเฉพาะในกรณีของเกาหลีใต้ ซึ่งโดยปกติแล้วมักใช้ถ้อยคำระมัดระวังในการทูต
คำพูดของอีจึงถูกมองว่าเป็นการยกระดับความขัดแย้งทางวาทศิลป์ และอาจนำไปสู่ความตึงเครียดทางการทูตกับอิสราเอล รวมถึงการประท้วงทางการทูตหรือความร่วมมือที่ลดลงในบางด้าน
เกาหลีใต้พยายามรักษาสมดุลความสัมพันธ์ในตะวันออกกลางมาโดยตลอด โดยมีความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและความมั่นคงกับอิสราเอล ขณะเดียวกันก็มีความสัมพันธ์ทางพลังงานและเศรษฐกิจกับประเทศอาหรับ
ท่าทีของอีอาจมีผลสองด้าน เช่น
แม้คำพูดของประธานาธิบดีจะสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมือง แต่ในทางปฏิบัติ เกาหลีใต้ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะจับกุมเนทันยาฮูหรือไม่ หากเขาเดินทางเข้าประเทศ
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เรือช่วยเหลือเพียงครั้งเดียวได้ขยายกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ ความรับผิดชอบในช่วงสงคราม และทิศทางการทูตของเกาหลีใต้ในเวทีโลก
Comments
0 comments