รุ่นกระจกทั้งเครื่องนี้ ซึ่งมีข่าวลือว่าราคาขายเฉลี่ย (ASP) จะอยู่ที่ประมาณ $2,600 ถูกมองว่าเป็นตัวผลักดันสำคัญในการยกระดับราคาขาย iPhone ให้สูงขึ้นเพื่อชดเชยต้นทุนชิ้นส่วนที่พุ่งสูง เจฟฟรีส์ระบุว่าโปรเจกต์นี้ถูกยกเลิกเนื่องจาก ผลผลิตต่ำ (low production yields) — โรงงานไม่สามารถผลิตชิ้นส่วนกระจกไร้กรอบได้อย่างน่าเชื่อถือ หากไม่มีรุ่นนี้ Lee ได้ลดประมาณการอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีของ ASP iPhone จาก 9% เหลือ 6.8% ระหว่างปี fiscal 2026 ถึง 2031
อย่างไรก็ตาม สถานะของ iPhone กระจกทั้งเครื่องยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ ในวันที่ 11 สิงหาคม 2026 Mark Gurman จาก Bloomberg รายงานว่า Apple ยังคงเดินหน้า พัฒนาดีไซน์ที่เน้นกระจกสำหรับครบรอบ 20 ปี ซึ่งขัดแย้งโดยตรงกับคำกล่าวอ้างของ Jefferies แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้บอกกับ Bloomberg ว่าบริษัทคาดว่าจะเปิดตัว iPhone Pro รุ่นปีหน้าพร้อมลุคที่ดูเป็นกระจกมากขึ้น ยังไม่ชัดเจนว่าข้อมูลจากซัพพลายเชนของ Lee บ่งชี้ถึงการยกเลิกโปรเจกต์ redesign ครบรอบ 20 ปีทั้งหมด หรือเป็นเพียงส่วนประกอบหน้าจอกระจกแบบ all-glass เท่านั้น
ราคาชิพหน่วยความจำเป็นอีกหนึ่งแรงกดดันต่ออัตรากำไรที่ซ้ำเติมสถานการณ์การยกเลิก iPhone กระจกทั้งเครื่อง Apple เตือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ว่าการที่ราคา DRAM และ NAND สูงขึ้นกำลังกดดันความสามารถในการทำกำไร เนื่องจากความต้องการจากดาต้าเซ็นเตอร์ AI ได้ดึงอุปทานหน่วยความจำออกจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค ราคาสัญญา DRAM ทั่วไปพุ่งขึ้น 93%–98% ภายในกลางปี 2026 Tim Cook เรียกสถานการณ์นี้ว่า "น้ำท่วมร้อยปี (100-year flood)" และจำใจขึ้นราคา Mac และ iPad บางรุ่นสูงถึง 20% พร้อมเตือนว่าการขึ้นราคา iPhone เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การยกเลิก iPhone กระจกทั้งเครื่องจะช่วยให้การตั้งราคาที่สูงขึ้นนั้นสมเหตุสมผลมากขึ้น หากไม่มีรุ่นนี้ การผลักภาระต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคจะทำได้ยากขึ้น Apple CFO เคยให้สัญญาณมาก่อนว่าราคาส่วนประกอบที่สูงขึ้นจะกดดันอัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
จากผลโดยตรงของการปรับลดอันดับ เจฟฟรีส์ได้ปรับลดประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี fiscal 2028 และ 2029 ลง 2.1% และ 3.4% ตามลำดับ Lee ยังชี้ว่าโปรโมชั่นแลกเครื่องอาจทำให้อุปสงค์ในอนาคตอ่อนแอลง และความสามารถของ Apple ในการรักษาราคาระดับพรีเมียมกำลังลดลง ในอีกด้านหนึ่ง Apple กำลังเตรียม iPhone แบบพับได้ (foldable iPhone) โดยมีเป้าหมายการผลิตประมาณ 10 ล้านเครื่อง ในไตรมาสที่ 4 ปี 2026 มุมมองเชิงบวกของ Morgan Stanley (เป้าราคา $378) ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความน่าจะเป็น 89% ที่ iPhone แบบพับได้จะวางจำหน่ายก่อนปี 2027 ในขณะที่ Jefferies มองว่า iPhone แบบพับได้นั้นไม่สามารถทดแทนรุ่นเรือธงกระจกทั้งเครื่องได้ โดยให้เหตุผลว่าการเปิดตัวฟอร์มแฟคเตอร์ใหม่เพื่อผลักดัน ASP ที่สูงขึ้นนั้นยากกว่าที่คาดไว้ iPhone 18 Fold คาดว่าจะเริ่มต้นที่ประมาณ $2,199 สำหรับรุ่น 256GB และรุ่น 2TB อาจมีราคาสูงถึง $3,099
Gene Munster นักลงทุนร่วมทุนและสาวก Apple ตัวยง ได้ออกมาปกป้องหุ้น Apple ต่อสาธารณะหลังการปรับลดอันดับของ Jefferies โดยโต้ว่าตลาดกำลังตื่นตระหนกกับข่าว iPhone กระจกทั้งเครื่องมากเกินไป Munster ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตของรายได้ 16% เมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาส fiscal Q3 2026, ธุรกิจบริการที่ขยายตัว และ iPhone แบบพับได้ที่จะมาถึงเป็นเหตุผลที่ยังคงมองในแง่บวก เขายังคงเป็นเสียงที่แตกต่างจากฉันทามติหมีที่เพิ่มขึ้น Wall Street โดยรวมให้เป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ $329 โดยมีมติ 'Moderate Buy' เทียบกับเสียง Underperform เพียงเสียงเดียวของ Jefferies
ความไม่แน่นอนเรื่องการสืบทอดตำแหน่ง CEO กำลังซ้ำเติมความรู้สึกเชิงลบ Tim Cook — ซึ่งนำ Apple มาตั้งแต่ปี 2011 — ได้ระบุต่อสาธารณะว่าการเปลี่ยนผ่านกำลังใกล้เข้ามาแล้ว John Ternus หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ของ Apple ถูกมองว่าเป็นผู้สมัครภายในที่โดดเด่นที่สุดในการสืบทอดตำแหน่งต่อจาก Cook โดยเคยดูแลการเปลี่ยนผ่านไปสู่ Apple Silicon และการออกแบบ iPhone ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงผู้นำที่จะเกิดขึ้นนี้เพิ่มความไม่แน่นอนให้กับแผนงานผลิตภัณฑ์ระยะยาวและทิศทางเชิงกลยุทธ์ของ Apple ยังไม่มีการประกาศวันเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นทางการ
สรุป: การปรับลดอันดับของ Jefferies เกิดจากปัจจัยหลายประการร่วมกัน: การยกเลิกแพล็กเรือธงราคาสูง (แม้จะยังเป็นที่โต้แย้งโดย Bloomberg), ต้นทุนหน่วยความจำที่พุ่งสูงซึ่ง Apple ไม่สามารถดูดซับได้อีกต่อไป, การเติบโตของ EPS ที่อ่อนแอลง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านผู้นำ — ทั้งหมดนี้ทำให้ Jefferies เชื่อว่าราคาหุ้นจะถูกบีบอัดลงไปที่ $263 ส่วน Gene Munster และ Morgan Stanley แสดงถึงมุมมองเชิงบวก โดยเดิมพันกับโมเมนตัมของ iPhone แบบพับได้และความแข็งแกร่งของฐานผู้ใช้ Apple ที่มีมากกว่า 2.5 พันล้านเครื่องที่ยังใช้งานอยู่