เวที SPIEF 2026 ปิดฉากด้วยข้อตกลง 1,084 ฉบับ มูลค่ารวมระหว่าง 84,000 ถึง 89,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 3.2 ล้านล้านบาท) แม้ต้องเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่อง [23][24] ปูตินประกาศกร้าว BRICS ครองส่วนแบ่ง 40% ของ GDP โลก (วัดด้วยความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ) แซงหน้า G7 ที่มีสัดส่วนไม่ถึง 29% ตอกย...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What key outcomes and announcements emerged from the 29th St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF 2026), including Vladimir Putin. Article summary: Here is a summary of the key outcomes and announcements from the 29th St. Petersburg International Economic Forum (SPIEF 2026), held 3–6 June 2026.. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Vladimir Putin sent a message of greetings to the participants of the St Petersburg International Economic Forum 2026. Home » MAIN ISSUE » Agenda » Project and partners news » Vl" source context "Vladimir Putin sent a message of greetings to the participants of the St Petersburg International Economic Forum 2026 - " Reference image 2: visual subject "# Vladimir Putin sent a message
งานประชุมเศรษฐกิจระหว่างประเทศเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กครั้งที่ 29 (SPIEF 2026) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 มิถุนายนที่ผ่านมา กลายเป็นเวทีทรงพลังที่สุดของรัสเซียในการผลักดันสถาปัตยกรรมเศรษฐกิจโลกทางเลือกใหม่ ท่ามกลางผู้เข้าร่วมกว่า 24,500 คนจาก 142 ประเทศ มูลค่าข้อตกลงรวมที่ประกาศออกมาสร้างแรงสั่นสะเทือนด้วยตัวเลข 1,084 ข้อตกลง คิดเป็นมูลค่า 6.642 ล้านล้านรูเบิล แม้จะมีความแตกต่างของตัวเลขในสกุลเงินดอลลาร์ระหว่าง 84,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3 ล้านล้านบาท) ตามรายงานของ Business Today
และ 89,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 ล้านล้านบาท) จาก Eastern Herald ซึ่งเป็นผลจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน
แต่นั่นก็เพียงพอจะส่งสัญญาณว่ารัสเซียไม่ได้โดดเดี่ยวบนเวทีโลกอย่างที่ชาติตะวันตกพยายามทำให้เป็น
เหนือไปกว่าตัวเลขข้อตกลงทางธุรกิจ หัวใจสำคัญของฟอรั่มนี้คือการประชุมเต็มคณะ (Plenary Session) ที่ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย, รองประธานาธิบดี หาน เจิ้ง แห่งจีน, ประธานาธิบดี ซาเมีย ซูลูฮู ฮัสซัน แห่งแทนซาเนีย และประธานาธิบดี ชัฟคัต มิร์ซิโยเยฟ แห่งอุซเบกิสถาน ร่วมกันขึ้นเวทีเพื่อประกาศวิสัยทัศน์ของ "โลกหลายขั้วอำนาจ" (Multipolar World) ที่ไม่ได้ยึดโยงกับสถาบันของชาติตะวันตกอีกต่อไป โดยเนื้อหาการประชุมขับเคลื่อนไปด้วยสามหมุดหมายสำคัญ
ใจกลางการปราศรัยของปูตินคือการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ไม่อาจปฏิเสธได้: กลุ่มประเทศ BRICS ได้ก้าวนำหน้ากลุ่ม G7 ในเชิงขนาดเศรษฐกิจแล้ว และช่องว่างจะยิ่งกว้างขึ้นอีกในอนาคต เขาชี้ว่า BRICS ถือครองส่วนแบ่ง 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) โลก บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (Purchasing-Power-Parity) ในขณะที่ G7 มีสัดส่วนไม่ถึง 29% ที่สำคัญคือปูตินย้ำว่าจุดตัดที่ BRICS แซง G7 นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2020 แล้ว
ปูตินใช้ตัวเลขนี้เป็นรากฐานในการโต้แย้งว่า "โครงสร้างการเติบโต" (Structure of Growth) ของโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางอย่างไม่อาจย้อนกลับได้ มุ่งหน้าสู่ศูนย์กลางการพัฒนาแห่งใหม่ในซีกโลกใต้ (Global South) เขาวาดภาพช่วงเวลานี้ไม่ใช่การจัดสมดุลชั่วคราว แต่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่ระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ โดยมีรัสเซียพร้อมที่จะเป็นพันธมิตรที่เท่าเทียมกับทุกประเทศที่สมัครใจ
ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของมหาอำนาจ อินเดียคือผู้เล่นที่ปูตินให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด เขายกย่องอินเดียในฐานะรัฐอธิปไตยที่ตัดสินใจโดยยึดผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้งเสมอมา และชื่นชมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ของอินเดียว่าเป็นผู้นำระดับโลก
แต่คำกล่าวที่เรียกเสียงฮือฮามากที่สุดคือเมื่อปูตินถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการคว่ำบาตรกดดันนิวเดลี เขาตอบโต้ด้วยคำอุปมาอุปไมยที่ทรงพลังว่า ภัยคุกคามการคว่ำบาตรใดๆ ต่ออินเดียนั้น จะ "ย้อนกลับมาหาตัวเองทันที" ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ประโยคนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนด้านกลาโหมที่ลึกซึ้งระหว่างรัสเซียและอินเดีย โดยเขายกตัวอย่างการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ Su-57 และขีปนาวุธ BrahMos เพื่อแสดงให้เห็นว่าความร่วมมือนี้อยู่นอกเหนือแรงกดดันจากตะวันตก
นับเป็นการส่งสารสองทาง คือให้กำลังใจอินเดียในการรักษาดุลยภาพเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Autonomy) และเตือนอเมริกาไปในตัว
ในขณะที่สายตาทั่วโลกมักจับจ้องไปที่เอเชีย ประธานาธิบดีซาเมีย ซูลูฮู ฮัสซัน แห่งแทนซาเนีย ใช้เวทีนี้พลิกบทบาททวีปแอฟริกาจากภาพจำเรื่องการพัฒนา ไปสู่ข้อเสนอการลงทุนที่จับต้องได้ เธอชี้อุตสาหกรรมด้านประชากรศาสตร์ของแอฟริกา ภายในปี 2050 ประชากรโลกหนึ่งในสี่จะเป็นชาวแอฟริกัน ซึ่งประกอบกับเขตการค้าเสรีทวีปแอฟริกา (AfCFTA) จะทำให้ทวีปแห่งนี้กลายเป็นหัวรถจักรเศรษฐกิจโลกที่มิอาจมองข้าม
เธอทาบทามนักลงทุนรัสเซียโดยตรงให้เข้าไปลงทุนในภาคแร่ธาตุของแทนซาเนีย โดยเผยถึงปริมาณสำรองมหาศาลของยูเรเนียม นิกเกิล กราไฟต์ ฮีเลียม และแร่หายาก (Rare-Earth Minerals) ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี นอกจากนี้ เธอยังโปรโมทเขตเศรษฐกิจพิเศษบากาโมโย (Bagamoyo Special Economic Zone) และโครงการท่าเรือและการผลิตต่างๆว่าพร้อมสำหรับพันธมิตรจากนานาชาติ
ทั้งหมดนี้ตอกย้ำสารที่ชัดเจนจากเวทีว่า ชาติแอฟริกายินดีจะสร้างสมดุลอำนาจโดยกระจายคู่ค้าด้านการลงทุนออกไปนอกเหนือจากโลกตะวันตก
อันตอน โคเบียคอฟ เลขาธิการคณะกรรมการจัดงาน SPIEF ออกมาแถลงยอดสรุปสุดท้าย: 1,084 ข้อตกลง มูลค่า 6.642 ล้านล้านรูเบิล ไม่ว่าจะคิดเป็น 84,000 ล้านดอลลาร์
หรือเกือบ 90,000 ล้านดอลลาร์
ก็ล้วนเป็นตัวเลขที่สูงกว่าสองครั้งก่อนหน้านี้ (6.49 ล้านล้านรูเบิลในปี 2024) โดยเมืองเจ้าภาพอย่างเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเพียงแห่งเดียวก็เซ็นสัญญาไปแล้ว 74 ฉบับ มูลค่า 731.72 พันล้านรูเบิล (ราว 3.5 แสนล้านบาท)
,
แต่สิ่งที่โคเบียคอฟต้องการเน้นย้ำมากกว่าตัวเลข คือการที่มีผู้แทนจาก 142 ประเทศเข้าร่วม—นี่คือหลักฐานชิ้นโบแดงที่รัสเซียใช้โต้แย้งว่าความพยายามของชาติตะวันตกในการโดดเดี่ยวรัสเซียทางเศรษฐกิจนั้นล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง คำขวัญของฟอรัมที่ว่า "บทสนทนาเชิงปฏิบัติ: เส้นทางสู่อนาคตที่มั่นคง" (Pragmatic Dialogue: The Path to a Stable Future) ได้สรุปเจตนารมณ์ของรัสเซียอย่างชัดเจนว่า SPIEF จะไม่ใช่แค่งานระดับภูมิภาคอีกต่อไป หากแต่เป็นศูนย์กลางการเจรจาธุรกิจชั้นนำของโลกที่ปลอดจากมาตรการคว่ำบาตร
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
เวที SPIEF 2026 ปิดฉากด้วยข้อตกลง 1,084 ฉบับ มูลค่ารวมระหว่าง 84,000 ถึง 89,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 3.2 ล้านล้านบาท) แม้ต้องเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่อง [23][24]
เวที SPIEF 2026 ปิดฉากด้วยข้อตกลง 1,084 ฉบับ มูลค่ารวมระหว่าง 84,000 ถึง 89,570 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3 3.2 ล้านล้านบาท) แม้ต้องเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตกอย่างต่อเนื่อง [23][24] ปูตินประกาศกร้าว BRICS ครองส่วนแบ่ง 40% ของ GDP โลก (วัดด้วยความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ) แซงหน้า G7 ที่มีสัดส่วนไม่ถึง 29% ตอกย้ำการเปลี่ยนผ่านสู่โลกหลายขั้วอำนาจอย่างแท้จริง [1][2][4]
ปูตินเตือนภัยคุกคามคว่ำบาตรอินเดียภายใต้ผู้นำโมดีจะ "ย้อนกลับมาหาตัวเองทันที" ขณะที่แทนซาเนียประกาศจุดยืนทวีปแอฟริกา พร้อมประชากรหนุ่มสาวและความมั่งคั่งทางแร่ธาตุ จะเป็นขุมพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกลำดับถัดไป [15][17][...