ขณะที่ Hua Hong รายงานรายได้ไตรมาส 1 ปี 2026 ที่ 660.9 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีกำไรสุทธิสำหรับผู้ถือหุ้นราว 20.9 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าความต้องการชิปในประเทศจีนยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะจากบริษัทเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
AI กลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของรอบการเติบโตใหม่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก
ความต้องการฮาร์ดแวร์สำหรับศูนย์ข้อมูล ระบบประมวลผลขั้นสูง และโครงสร้างพื้นฐาน AI ทำให้คำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ออกแบบชิป ผู้ผลิตหน่วยความจำ ไปจนถึงโรงงานผลิตชิปอย่าง SMIC และ Hua Hong
ในจีน บริษัทคลาวด์และผู้ผลิตฮาร์ดแวร์รายใหญ่เริ่มหันมาใช้ซัพพลายเออร์ภายในประเทศมากขึ้น ทำให้เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ไหลกลับเข้าสู่ระบบนิเวศชิปของจีนเอง
ผลลัพธ์คืออัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานชิปสูงขึ้น และปริมาณการส่งมอบเวเฟอร์เพิ่มขึ้น ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
รัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการสร้างความสามารถด้านเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศอย่างจริงจัง โดยสนับสนุนให้บริษัทต่าง ๆ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างชาติและใช้โซลูชันภายในประเทศมากขึ้น
นักวิเคราะห์บางรายคาดว่าหากการลงทุนยังเดินหน้าตามแนวโน้มปัจจุบัน จีนอาจเพิ่มระดับ ความพึ่งพาตนเองด้านชิปเป็นประมาณ 50–60% ภายในปี 2030
แนวโน้มนี้ช่วยสร้างดีมานด์ระยะยาวให้กับผู้ผลิตชิปในประเทศ รวมถึงผู้ผลิตเครื่องจักรและวัสดุสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
มาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีของสหรัฐต่อจีนส่งผลในลักษณะที่ “สองด้าน” ต่ออุตสาหกรรมชิปจีน
ด้านหนึ่ง การจำกัดการเข้าถึงชิปขั้นสูงและเครื่องมือผลิตชิปจากต่างประเทศ ทำให้บริษัทเทคโนโลยีจีนต้องหันมาใช้ซัพพลายเออร์ในประเทศมากขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มคำสั่งซื้อให้กับโรงงานผลิตชิปในจีน
แต่อีกด้านหนึ่ง ข้อจำกัดเดียวกันนี้ก็ทำให้จีนเข้าถึงเครื่องมือสำคัญอย่างเครื่อง EUV lithography และเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงได้ยาก ส่งผลให้การผลิตชิประดับ 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่า ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี
ช่องว่างทางเทคโนโลยีนี้อาจกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุน และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
แม้รายได้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ความสามารถในการทำกำไรยังไม่ได้เติบโตในอัตราเดียวกับราคาหุ้น
ตัวอย่างเช่น อัตรากำไรขั้นต้นของ SMIC ในไตรมาส 4 ปี 2025 อยู่ที่ 19.2% ลดลงจาก 22.6% ในปีก่อน
ด้าน Hua Hong อัตรากำไรขั้นต้นในต้นปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 13% ซึ่งถือว่ายังต่ำสำหรับธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงอย่างโรงงานผลิตชิป
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการประเมินมูลค่าหุ้นของนักลงทุนจำนวนมากกำลังอิงกับ “ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์” และการสนับสนุนจากรัฐ มากกว่ากำไรในปัจจุบัน
อีกประเด็นที่นักวิเคราะห์จับตามองคือการขยายกำลังผลิตอย่างรวดเร็วใน ชิปเทคโนโลยีระดับกลางหรือรุ่นเก่า (mature nodes) เช่น 28 นาโนเมตรขึ้นไป
ชิปประเภทนี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมรถยนต์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค
จีนกำลังเพิ่มกำลังผลิตในกลุ่มนี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยให้ประเทศมีความมั่นคงด้านซัพพลายเชนมากขึ้น แต่ก็อาจนำไปสู่ภาวะ อุปทานล้นตลาดและการแข่งขันด้านราคา หากความต้องการทั่วโลกชะลอตัว
ประเด็นนี้เริ่มถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงทั้งในหมู่นักวิเคราะห์และผู้กำหนดนโยบายในหลายประเทศ
การพุ่งขึ้นของหุ้นชิปยังได้รับแรงหนุนจากตลาดหุ้นจีนโดยรวมที่กำลังฟื้นตัว
ดัชนีหุ้นจีนบางตัวเพิ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี โดยได้รับแรงหนุนจากกระแส AI และข้อมูลการส่งออกที่แข็งแกร่ง ทำให้นักลงทุนแห่เข้าหาหุ้นเทคโนโลยีมากขึ้น
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ หุ้นเซมิคอนดักเตอร์มักถูกมองว่าเป็นตัวแทนของทั้ง “การเติบโตทางเทคโนโลยี” และ “ยุทธศาสตร์ระดับชาติ” ของจีน
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของจีนกำลังได้รับแรงหนุนพร้อมกันหลายด้าน ทั้งกระแส AI นโยบายอุตสาหกรรมของรัฐ และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของการปรับตัวขึ้นของหุ้นจะขึ้นอยู่กับว่าปัจจัยเหล่านี้สามารถเปลี่ยนเป็นกำไรที่แข็งแกร่งในระยะยาวได้หรือไม่
ตัวชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนกำลังจับตา ได้แก่
หากความต้องการ AI ยังคงเติบโตและนโยบายสนับสนุนของจีนดำเนินต่อไป อุตสาหกรรมชิปของจีนอาจขยายตัวต่อเนื่องได้อีกหลายปี
แต่หากกำลังการผลิตเพิ่มเร็วเกินความต้องการ หรือข้อจำกัดทางเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้มงวดขึ้น การปรับตัวขึ้นของหุ้นในรอบนี้ก็อาจเผชิญความผันผวนสูงเช่นกัน.