Ethereum กำลังเสี่ยงต่อการสร้างสถิติขาดทุน 3 ไตรมาสติดต่อกันเป็นครั้งแรก โดยราคา ETH ร่วงลงไปแตะแนวรับสำคัญที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลออกจาก ETF ติดต่อกันหลายสัปดาห์ [18][33] การดิ่งลงครั้งนี้เกิดจากการบรรจบกันของหลายปัจจัย ทั้งการล้างพอร์ตแบบโดมิโน่ที่กวาดล้างสถานะที่มีเลเวอเรจนับหมื่นล้านดอลลาร์...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What key factors are driving Ethereum toward its first-ever three consecutive quarterly losses in 2026, and how do the network's on-chain fu. Article summary: Ethereum is approaching an historically weak stretch, with one source describing the risk of a first-ever third consecutive quarterly loss as ETH tests the $2,000 support level, while another cites a 39% Q1 2026 drop des. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Ethereum Faces Historic Test as Analysts Note It Has Never Closed Three Consecutive Red Quarters Ethereum (ETH) is entering a closely watched market phase as trEthereum Faces Histo" source context "Ethereum Faces First-Ever Three Consecutive Red Quarters Risk | MEXC News" Reference image 2: visual subject "Ethere
Ethereum กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งอย่างรุนแรง เพราะในแง่หนึ่ง เครือข่ายนี้กำลังทุบสถิติการใช้งานแทบทุกด้าน แต่อีกแง่หนึ่ง สินทรัพย์พื้นถิ่นอย่าง ETH กลับยืนอยู่บนปากเหวของสถิติครั้งประวัติศาสตร์ นั่นคือการขาดทุนติดต่อกันสามไตรมาส นี่ไม่ใช่เรื่องราวของอุปสงค์ที่ลดลง แต่คือการคลายปมที่ซับซ้อนของ 'เรื่องเล่า' (Narrative) ที่ค้ำจุนมูลค่าของ Ethereum มานานหลายปี ตลาดกำลังตั้งคำถามถึงหัวใจสำคัญว่า การใช้ Ethereum กับการ เป็นเจ้าของ ETH นั้น ยังเกี่ยวข้องกันอยู่หรือไม่? และความสงสัยนั้นก็ถูกขยายด้วยวิกฤตศรัทธาต่อผู้นำและแผนพัฒนาเทคโนโลยีของมันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ตัวเลขดิบนั้นน่าตกใจ Ethereum ปิดไตรมาสแรกของปี 2026 ด้วยการขาดทุนอย่างหนักถึง 32.8% นับเป็นผลประกอบการใน Q1 ที่แย่ที่สุดเป็นอันดับสามนับตั้งแต่ปี 2016 ซ้ำรอยการปรับตัวลงใน Q4 2025 และขณะนี้ ไตรมาสที่สองของปี 2026 ก็กำลังคุกคามว่าจะต่อสถิติการขาดทุนนี้ให้ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในประวัติศาสตร์ราคาของ ETH
ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ETH ได้ดิ่งลงต่ำกว่าระดับจิตวิทยาสำคัญที่ $2,000 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมีนาคม โดยทำสถิติปรับตัวลดลงติดต่อกันเจ็ดสัปดาห์
การดิ่งลงทั้งหมดจากจุดสูงสุดของไซเคิลก่อนหน้านั้นรุนแรงมาก รายงานหลายฉบับต่างอธิบายถึง "การล้างพอร์ตด้วยเลเวอเรจแบบโดมิโน่ครั้งมโหฬาร" ซึ่งทำให้ ETH ร่วงลงไปประมาณ 60% โดยทดสอบระดับแนวรับพื้นฐานที่นักลงทุนต่างหวังว่าจะไม่มีวันได้เห็นกันอีกครั้ง หลังจากที่ราคาหลุด $3,000 สถานะที่ใช้เลเวอเรจมูลค่ากว่า $5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐก็ถูกบังคับขาย (Liquidation) ทำให้ราคาทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ Ethereum เพียงลำพัง มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมร่วงลงไปประมาณ 20% ใน Q1 2026 โดย Bitcoin เองก็ปรับตัวลดลง 22%
แต่การร่วงลงของ Ethereum นั้นหนักหน่วงกว่า เป็นนัยยะว่ายังมีแรงเสียดทานภายในบางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในระบบนิเวศของมัน
หากคุณดูแค่กราฟราคา คุณคงคิดว่า Ethereum ถูกทอดทิ้งไปแล้ว แต่ข้อมูลบนเครือข่าย (On-chain Data) กลับเล่าเรื่องราวที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง ปรากฏการณ์แยกตัว (Divergence) นี้คือ พลวัตที่สำคัญที่สุดที่ต้องทำความเข้าใจในปี 2026
กิจกรรมบนเครือข่ายของ Ethereum พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดตลอดกาล ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จำนวนบัญชีที่เคลื่อนไหวต่อวัน (Daily Active Addresses) ทะลุ 2 ล้านบัญชี หรือ มากกว่าจุดสูงสุดในยุคตลาดกระทิงปี 2021 ถึงสองเท่า ยอดการเรียกใช้ Smart Contract รายวันสูงเกิน 40 ล้านครั้ง ซึ่งบ่งชี้ว่าแอปพลิเคชันจริงๆ กำลังเป็นแรงขับเคลื่อนการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่การเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว
เฉพาะใน Q1 2026 Ethereum ประมวลผลธุรกรรมไปแล้วมากกว่า 200 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นถึง 43% จากไตรมาสก่อนหน้า
ในขณะเดียวกัน ตำแหน่งของ Ethereum ในฐานะบล็อกเชนฐานราก (Base Layer) สำหรับโลกการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ก็ยังไม่มีใครโค่นล้มได้ ข้อมูลในปี 2026 ประเมินว่า มูลค่ารวมที่ถูกล็อกไว้ (TVL) ใน DeFi ของ Ethereum อยู่ในช่วง $55.6 พันล้าน ถึง $70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 63% ถึง 68% ของ TVL ทั้งหมดในโลก DeFi อีกหนึ่งรายงานยังแสดงให้เห็นว่า TVL ของ Ethereum รายสัปดาห์ยังคงสูงกว่า $42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่อง
และนี่คือความย้อนแย้งที่เป็นหัวใจหลักของการร่วงลงของ ETH ในปี 2026: การใช้งานกำลังเติบโต แต่มันไม่ได้แปลงร่างเป็นการดักจับมูลค่า (Value Capture) ผู้คนใช้เครือข่ายอย่างมหาศาล แต่ตลาดกลับตั้งคำถามว่า กิจกรรมเหล่านั้นส่งผลดีต่อมูลค่าของตัว ETH จริงหรือ? คำถามนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม (Gas Fees) บน Ethereum ร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ในเดือนพฤษภาคม 2026 ค่า Gas ลดลงไปอยู่ที่ประมาณ $0.11 ต่อธุรกรรม โดยการวิเคราะห์หนึ่งชี้ว่า ค่าธรรมเนียม ETH โดยรวมลดลง 50% ในสัปดาห์เดียว และยอด Active Addresses ก็ลดลงจาก 350,000 เหลือ 280,000 การโยกย้ายการประมวลผลไปยังเครือข่าย Layer 2 (L2) ซึ่งปัจจุบันประมวลผลธุรกรรมระหว่าง 95% ถึง 99% ของธุรกรรมทั้งหมดบน Ethereum ได้ลดทอนกลไกรายได้จากค่าธรรมเนียมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นรากฐานสำคัญของทฤษฎีการลงทุนใน ETH ลงอย่างมาก
ความตึงเครียดของเรื่องการดักจับมูลค่านี้ถูกฉายให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นจากการกลับลำครั้งใหญ่สุดช็อกโดย Vitalik Buterin ผู้ก่อตั้ง Ethereum ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 Vitalik ได้โพสต์ข้อความสั้นๆ ข้อความหนึ่งที่เขย่าทั้งชุมชน: "วิสัยทัศน์ดั้งเดิมเกี่ยวกับ Layer 2 ในฐานะ 'Branded Sharding' เพื่อแก้ปัญหาการขยายขนาดของ Ethereum นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว" แผนงานที่ยึดเอาสาย Rollup เป็นศูนย์กลาง (Rollup-centric Roadmap) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเรื่องเล่าในการขยายขนาด Ethereum มานานถึงห้าปี ได้ถูกประกาศว่าเป็นอันสิ้นสุดลง
Vitalik วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมายิ่งขึ้นไปอีกว่า: "ถ้าคุณสร้าง EVM ที่ประมวลผลได้ 10,000 ธุรกรรมต่อวินาที แต่การเชื่อมต่อกับ L1 นั้นผ่าน Multi-sig Bridge แบบนั้นคุณไม่ได้กำลังขยายขนาด Ethereum" หลังจากนั้นเขาก็ยอมรับว่า ความเร็วในการกระจายศูนย์ของ Layer 2 นั้น "ช้ากว่าที่คาดไว้มาก" และเส้นทางดั้งเดิมของ Layer 2 ไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป โดยจำเป็นต้องมี "เส้นทางใหม่"
การยอมรับต่อสาธารณะครั้งนี้ ฟาดเข้าใส่หัวใจของเรื่องเล่าของ Ethereum อย่างจัง เครือข่าย Layer 2 ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องว่าเป็นเส้นชีวิตในการขยายขนาดของ Ethereum กำลังเผชิญกับวิกฤตความชอบธรรมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้น ตลาดตีความว่านี่คือสัญญาณว่า กลไกหลักในการขยายขนาด Ethereum นั้น พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงในรูปแบบปัจจุบัน และเมื่อมันพังลง ทฤษฎีการลงทุนที่ว่า ETH จะดึงดูดมูลค่าจากระบบนิเวศ Rollup ที่กำลังขยายตัวนั้น ก็พังทลายตามไปด้วย
นอกจากความไม่แน่นอนของแผนงานแล้ว มูลนิธิ Ethereum (Ethereum Foundation) กำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายที่สุดในรอบหลายปี มีบุคลากรระดับสูงหรือมีชื่อเสียงอย่างน้อย 8 คนที่ลาออกในปี 2026 ซึ่งรวมถึงผู้มีส่วนร่วมที่ทำงานเกี่ยวกับ Beacon Chain, งานขยายขนาดเครือข่าย และ Protocol Cluster ปฏิกิริยาจากชุมชนมุ่งไปที่การขาดความโปร่งใส โดยบุคคลสาธารณะต่างเรียกร้องให้มีคำตอบที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับความเป็นผู้นำและการปรับโครงสร้างภายใน
Vitalik Buterin ตอบโต้เสียงวิจารณ์ที่เพิ่มมากขึ้นด้วยการปฏิเสธเสียงเรียกร้องให้มูลนิธิมีบทบาทเชิงรุกในการพยุงราคา ETH เขากล่าวว่า องค์กรจะให้ความสำคัญกับการกระจายศูนย์, ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย มากกว่าการแทรกแซงตลาด รวมถึงจะลดการขาย ETH ลง และจำกัดขอบเขตการทำงานให้แคบลง แม้ว่าข้อความนี้จะตั้งใจย้ำถึงหลักการหลัก แต่กลับส่งผลเย็นยะเยือกต่อตลาดที่กำลังตั้งคำถามถึงการประสานงานและความเชื่อมั่นต่ออนาคตของ Ethereum อยู่ก่อนแล้ว ตลาดกำลังตีราคา 'ความไม่แน่นอน' ไม่เพียงแต่กับราคา ETH ในระยะใกล้ แต่รวมถึงว่า วิทยานิพนธ์ระยะยาวของ Ethereum ยังคงอยู่ดีหรือไม่
ภาพจากฝั่งสถาบันก็ไม่ได้น่าสบายใจขึ้นเลย กองทุน Spot Ethereum ETF ของสหรัฐฯ เผชิญกับกระแสเงินทุนไหลออกอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในความรู้สึกที่ระมัดระวังมากขึ้น ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 มีเงินทุนไหลออกสุทธิจาก ETF มูลค่า $62.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นวันที่เจ็ดติดต่อกันของการถูกเพิกถอน (Redemptions) โดยนำโดยกองทุน ETHA ของ BlackRock ด้วยมูลค่าไถ่ถอนถึง $59.37 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนหน้านั้นในปีเดียวกัน มูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) ของ Spot Ethereum ETF ได้ร่วงลงไปประมาณ 65% จากจุดสูงสุดที่ $30.6 พันล้าน มาอยู่ที่ประมาณ $10.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้ตัวเลขกระแสเงินทุนจะโดดเด่นสะดุดตา แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบที่ผันผวน ซึ่งรวมถึงช่วงที่เงินทุนเริ่มไหลกลับเข้ามาใหม่เช่นกัน นี่แสดงให้เห็นว่า เป็น 'การปรับกลยุทธ์เชิงรุก' ของสถาบัน มากกว่าจะเป็นการอพยพหนีแบบตรงไปตรงมา งานวิจัยของ Kaiko ตั้งข้อสังเกตว่า เงินทุนที่ไหลออก $4 พันล้านจาก Spot ETH ETF เกิดขึ้นพร้อมกับการที่ราคา ETH ลดลง 50% แต่ก็ยังชี้ให้เห็นถึง "ความโดดเด่นเชิงโครงสร้าง" ที่ยังคงหล่อเลี้ยงอุปสงค์ระดับสถาบัน
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุทธิคือเชิงลบ: ช่องทางที่ถูกกำกับดูแลและมีสภาพคล่องที่สุดสำหรับการเข้าถึงความเสี่ยงของ ETH ในตลาดขณะนี้ กำลังเห็นเงินทุนไหลออกมากกว่าไหลเข้า
การร่วงลงของ Ethereum ในปี 2026 ไม่ได้มาจากตัวชี้วัดที่พังเพียงตัวเดียว กิจกรรมบนเครือข่ายอยู่ที่ระดับสูงสุดตลอดกาล ความเป็นผู้นำในโลก DeFi ยังคงแข็งแกร่งที่ประมาณสองในสามของ TVL ทั้งหมด
จำนวนธุรกรรมพุ่งสูงขึ้น และกิจกรรมของ Smart Contract ก็ส่งสัญญาณถึงการใช้งานจริง
ปัญหาคือ ตลาดได้สูญเสียศรัทธาในการ 'แปลง' การใช้งานนั้นให้กลายเป็นมูลค่าของ ETH การล่มสลายของแผนงานที่ยึด Rollup เป็นศูนย์กลาง ได้ทำลายแก่นของเรื่องเล่าในการขยายขนาดเครือข่าย วิกฤตผู้นำในมูลนิธิ Ethereum ได้ตั้งคำถามถึงการดูแล พัฒนาโปรโตคอล เหตุการณ์การล้างพอร์ตด้วยเลเวอเรจครั้งประวัติศาสตร์ได้ลงโทษผู้ที่ใช้เงินกู้และโมเมนตัม และการโยกย้ายกิจกรรมที่สร้างค่าธรรมเนียมไปยัง Layer 2 บวกกับค่า Gas ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ได้บั่นทอนกลไกทางเศรษฐกิจที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้เรื่องเล่าว่า "ETH คือสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทน" นั้นมีพลังมาก
Ethereum ไม่ได้พัง มันถูกใช้มากกว่าที่เคยเป็นมา แต่ในปี 2026 ตลาดได้ตัดสินแล้วว่า แค่การใช้งานนั้นยังไม่เพียงพอ จนกว่าจะมีทฤษฎีบทใหม่ที่สอดคล้องกัน ปรากฏขึ้นมา เพื่ออธิบายว่ากิจกรรมอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ จะส่งผลต่อเนื่องและยั่งยืนไปสู่มูลค่าของ ETH ได้อย่างไร สินทรัพย์นี้อาจยังคงซื้อขายเหมือนระบบสาธารณูปโภคที่ถูกตัดขาดจากมูลค่าในตัวของมันเองต่อไป
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
Ethereum กำลังเสี่ยงต่อการสร้างสถิติขาดทุน 3 ไตรมาสติดต่อกันเป็นครั้งแรก โดยราคา ETH ร่วงลงไปแตะแนวรับสำคัญที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลออกจาก ETF ติดต่อกันหลายสัปดาห์ [18][33]
Ethereum กำลังเสี่ยงต่อการสร้างสถิติขาดทุน 3 ไตรมาสติดต่อกันเป็นครั้งแรก โดยราคา ETH ร่วงลงไปแตะแนวรับสำคัญที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลออกจาก ETF ติดต่อกันหลายสัปดาห์ [18][33] การดิ่งลงครั้งนี้เกิดจากการบรรจบกันของหลายปัจจัย ทั้งการล้างพอร์ตแบบโดมิโน่ที่กวาดล้างสถานะที่มีเลเวอเรจนับหมื่นล้านดอลลาร์ [19][30], การประกาศของ Vitalik Buterin ที่ว่าโรดแมป Rollup centric 'สิ้นสุดลงแล้ว' [51][53] แ...
ผลลัพธ์คือ ภาวะ 'Great Decoupling' หรือการแยกตัวครั้งประวัติศาสตร์ ในขณะที่ข้อมูลพื้นฐานบนเครือข่ายทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล เช่น ยอด Active Addresses ทะลุ 2 ล้านรายการต่อวัน และส่วนแบ่ง DeFi TVL ยังคงสูงถึงเกือบ 68% แต่...