สิ่งที่เป็นไฮไลท์ที่สุดใน MoU ครั้งนี้คือการเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่ของ LG ที่เป็นแบบสองขา (Bipedal) ซึ่งวางตำแหน่งให้เป็นดีไซน์อ้างอิง (Reference Design) ของอุตสาหกรรม โดยมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาสแรกของปี 2570 ซึ่งตรงกับช่วงงาน CES 2027
จากมุมมองทางเทคนิค หุ่นยนต์ตัวนี้จะขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการฮิวแมนนอยด์แบบโอเพนซอร์สของ Nvidia ที่มีชื่อว่า Isaac GR00T และติดตั้งชิปประมวลผล Jetson Thor GPUs เพื่อให้สามารถคิดและควบคุมได้อย่างชาญฉลาด นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัย Nvidia Halos ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นระบบความปลอดภัยแบบครบวงจร (Full-stack safety framework) ตัวแรกของโลกสำหรับหุ่นยนต์อีกด้วย
บทบาทของ LG ในการพัฒนาร่วมกันนี้คือการนำระบบนิเวศการผลิตอันแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัท LG มาใช้ ไม่ว่าจะเป็น แอคชูเอเตอร์ (Actuators) จาก LG Electronics, เซ็นเซอร์จาก LG Innotek และแบตเตอรี่จาก LG Energy Solution การรวมเทคโนโลยีจากหลายบริษัทในเครือเช่นนี้ถือเป็นจุดเด่นของ LG ที่ต้องการผสานสมองกล AI จาก Nvidia เข้ากับชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ของตัวเอง
ก่อนที่หุ่นยนต์สองขาจะเดินได้จริง LG จะส่งหุ่นยนต์บริการแบบมีล้อ CLOiD เข้าประจำการในไลน์ผลิตเครื่องซักผ้าที่โรงงานของ LG Electronics ในรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา เป็นการพิสูจน์แนวคิด (Proof of concept) ภายในสิ้นปี 2569 นี้เอง การใช้งานในโรงงานจริงนี้จะช่วยยืนยันว่าระบบ AI ของ Nvidia ประกอบกับฮาร์ดแวร์ของ LG ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือนี้ไม่ได้มีแค่หุ่นยนต์ แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ด้วย โดย LG กำลังสร้าง โรงงาน AI (AI Factory) ขนาด 80 เมกะวัตต์ในเมืองชอนัน (Cheonan) ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายแล้วเสร็จในปี 2571 โรงงานแห่งนี้จะใช้ระบบประมวลผล AI ของ Nvidia โดยทั้งสองบริษัทวางแผนสร้างไซต์อ้างอิง (Reference site) ที่ใช้แพลตฟอร์ม Nvidia Vera Rubin ภายในครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนจะขยายเป็นโรงงานในชอนัน
นอกจากนี้ MoU ยังรวมถึงความร่วมมือทางเทคนิคในการสร้าง "โรงงานข้อมูลหุ่นยนต์" (Robot Data Factory) ซึ่งมีพื้นฐานมาจากแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ PhysicalWorks ของ LG CNS ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลและสร้างข้อมูล ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อฝึกโมเดลและตรวจสอบผลลัพธ์ ซึ่งเป็นวงจรปิดที่ช่วยเร่งวงจรการพัฒนาสำหรับ Physical AI ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านยานยนต์ ทั้งสองบริษัทจะร่วมมือกันพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์สำหรับยานยนต์รุ่นใหม่บนพื้นฐานของ แพลตฟอร์ม Nvidia DRIVE Hyperion โดย LG จะนำความเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนยานยนต์ของตัวเองมาผนึก ไม่ว่าจะเป็น โดเมนคอนโทรลเลอร์ (Domain Controllers), กล้อง, เซ็นเซอร์ และโมดูลสื่อสาร เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม AI-Defined Vehicle (ADV) หรือยานยนต์ที่ถูกกำหนดด้วย AI นี่เป็นการต่อยอดจากธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เดิมของ LG เพื่อขยายไปสู่ตลาดยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software-defined vehicle)
MoU ระหว่าง LG และ Nvidia ถูกมองว่าเป็นการท้าชน หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Optimus ของ Tesla และ หุ่นยนต์ของ Unitree จากจีน รวมถึงผู้เล่นรายอื่นๆ อย่าง Figure AI และ Agility Robotics โดยตรง ด้วยการผนวกขุมพลังของแพลตฟอร์ม AI ที่เหนือชั้นของ Nvidia เข้ากับขนาดการผลิตมหาศาลและห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของ LG สองบริษัทนี้มีเป้าหมายที่จะตั้งมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับ Physical AI ก่อนที่ระบบนิเวศของคู่แข่งจะเติบโตเต็มที่ ทั้งสองบริษัทได้จัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) เพื่อเร่งการพัฒนาและวิจัย (R&D) ผ่านการสาธิตในสถานที่จริงและการนำสินค้าออกสู่เชิงพาณิชย์
สิ่งที่เป็นไฮไลท์ที่สุดใน MoU ครั้งนี้คือการเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์รุ่นใหม่ของ LG ที่เป็นแบบสองขา (Bipedal) ซึ่งวางตำแหน่งให้เป็นดีไซน์อ้างอิง (Reference Design) ของอุตสาหกรรม โดยมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไตรมาสแรกของปี 2570 ซึ่งตรงกับช่วงงาน CES 2027
จากมุมมองทางเทคนิค หุ่นยนต์ตัวนี้จะขับเคลื่อนด้วยระบบปฏิบัติการฮิวแมนนอยด์แบบโอเพนซอร์สของ Nvidia ที่มีชื่อว่า Isaac GR00T และติดตั้งชิปประมวลผล Jetson Thor GPUs เพื่อให้สามารถคิดและควบคุมได้อย่างชาญฉลาด นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบความปลอดภัย Nvidia Halos ซึ่งถูกยกย่องว่าเป็นระบบความปลอดภัยแบบครบวงจร (Full-stack safety framework) ตัวแรกของโลกสำหรับหุ่นยนต์อีกด้วย
บทบาทของ LG ในการพัฒนาร่วมกันนี้คือการนำระบบนิเวศการผลิตอันแข็งแกร่งของกลุ่มบริษัท LG มาใช้ ไม่ว่าจะเป็น แอคชูเอเตอร์ (Actuators) จาก LG Electronics, เซ็นเซอร์จาก LG Innotek และแบตเตอรี่จาก LG Energy Solution การรวมเทคโนโลยีจากหลายบริษัทในเครือเช่นนี้ถือเป็นจุดเด่นของ LG ที่ต้องการผสานสมองกล AI จาก Nvidia เข้ากับชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ของตัวเอง
ก่อนที่หุ่นยนต์สองขาจะเดินได้จริง LG จะส่งหุ่นยนต์บริการแบบมีล้อ CLOiD เข้าประจำการในไลน์ผลิตเครื่องซักผ้าที่โรงงานของ LG Electronics ในรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา เป็นการพิสูจน์แนวคิด (Proof of concept) ภายในสิ้นปี 2569 นี้เอง การใช้งานในโรงงานจริงนี้จะช่วยยืนยันว่าระบบ AI ของ Nvidia ประกอบกับฮาร์ดแวร์ของ LG ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือนี้ไม่ได้มีแค่หุ่นยนต์ แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน AI ขนาดใหญ่ด้วย โดย LG กำลังสร้าง โรงงาน AI (AI Factory) ขนาด 80 เมกะวัตต์ในเมืองชอนัน (Cheonan) ประเทศเกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายแล้วเสร็จในปี 2571 โรงงานแห่งนี้จะใช้ระบบประมวลผล AI ของ Nvidia โดยทั้งสองบริษัทวางแผนสร้างไซต์อ้างอิง (Reference site) ที่ใช้แพลตฟอร์ม Nvidia Vera Rubin ภายในครึ่งแรกของปี 2570 ก่อนจะขยายเป็นโรงงานในชอนัน
นอกจากนี้ MoU ยังรวมถึงความร่วมมือทางเทคนิคในการสร้าง "โรงงานข้อมูลหุ่นยนต์" (Robot Data Factory) ซึ่งมีพื้นฐานมาจากแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ PhysicalWorks ของ LG CNS ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลและสร้างข้อมูล ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อฝึกโมเดลและตรวจสอบผลลัพธ์ ซึ่งเป็นวงจรปิดที่ช่วยเร่งวงจรการพัฒนาสำหรับ Physical AI ได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในด้านยานยนต์ ทั้งสองบริษัทจะร่วมมือกันพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์สำหรับยานยนต์รุ่นใหม่บนพื้นฐานของ แพลตฟอร์ม Nvidia DRIVE Hyperion โดย LG จะนำความเชี่ยวชาญด้านชิ้นส่วนยานยนต์ของตัวเองมาผนึก ไม่ว่าจะเป็น โดเมนคอนโทรลเลอร์ (Domain Controllers), กล้อง, เซ็นเซอร์ และโมดูลสื่อสาร เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์ม AI-Defined Vehicle (ADV) หรือยานยนต์ที่ถูกกำหนดด้วย AI นี่เป็นการต่อยอดจากธุรกิจชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์เดิมของ LG เพื่อขยายไปสู่ตลาดยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ (Software-defined vehicle)
MoU ระหว่าง LG และ Nvidia ถูกมองว่าเป็นการท้าชน หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Optimus ของ Tesla และ หุ่นยนต์ของ Unitree จากจีน รวมถึงผู้เล่นรายอื่นๆ อย่าง Figure AI และ Agility Robotics โดยตรง ด้วยการผนวกขุมพลังของแพลตฟอร์ม AI ที่เหนือชั้นของ Nvidia เข้ากับขนาดการผลิตมหาศาลและห่วงโซ่อุปทานระดับโลกของ LG สองบริษัทนี้มีเป้าหมายที่จะตั้งมาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับ Physical AI ก่อนที่ระบบนิเวศของคู่แข่งจะเติบโตเต็มที่ ทั้งสองบริษัทได้จัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) เพื่อเร่งการพัฒนาและวิจัย (R&D) ผ่านการสาธิตในสถานที่จริงและการนำสินค้าออกสู่เชิงพาณิชย์