ปัจจุบัน บริษัทมีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอน และขยายฐานปฏิบัติการสู่นิวยอร์ก รวมถึงพื้นที่อ่าวซานฟรานซิสโก (Bay Area) และสิงคโปร์ โดยมีพนักงานกว่า 300 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงสิบสองเดือนที่ผ่านมา
หัวใจสำคัญของ PhysicsX คือความเร็วในการประมวลผลทางฟิสิกส์ที่พลิกโฉมวงการ แพลตฟอร์มของพวกเขาฝังโมเดล AI ที่สามารถทำนายพฤติกรรมทางฟิสิกส์ที่ซับซ้อนได้ภายในไม่กี่วินาที เปรียบเทียบกับวิธีการจำลองแบบดั้งเดิม (Conventional Physics Solvers) ที่อาจต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง หลายวัน หรือกระทั่งเป็นเดือน
ความเร็วระดับนี้ช่วยให้ทีมวิศวกรสามารถประเมิน "รูปแบบการออกแบบที่หลากหลายมากขึ้นเป็นลำดับขั้น" (orders of magnitude more design variants) และสามารถบูรณาการข้อมูลเชิงลึกด้านฟิสิกส์ได้อย่างต่อเนื่องตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แนวคิดเบื้องต้น การปรับกระบวนการผลิต ไปจนถึงการสร้าง Digital Twin แบบเรียลไทม์ที่ใช้ตรวจสอบเครื่องจักรขณะปฏิบัติงานจริง
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ PhysicsX ให้บริการในปัจจุบัน ได้แก่ การบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ เซมิคอนดักเตอร์ ยานยนต์ พลังงานและพลังงานหมุนเวียน เครื่องจักรกลอุตสาหกรรม และวัสดุขั้นสูง
การเติบโตของบริษัทไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสในกระดานข่าว เพราะข้อมูลเชิงพาณิชย์สนับสนุนเม็ดเงินลงทุนมหาศาลนี้อย่างแข็งแกร่ง PhysicsX รายงานว่ามี รายได้ที่รับรู้ (Recognized Revenue) เพิ่มขึ้นสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่รายได้ตามสัญญา (Booked Revenue) เพิ่มขึ้นถึงสามเท่า จำนวนลูกค้าก็เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงเวลาเดียวกัน โดยกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุดคือ การออกแบบฮาร์ดแวร์สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับระบบ AI
การระดมทุนรอบ Series C ที่ "เกินกว่าที่ตั้งเป้าไว้" (Oversubscribed) ครั้งนี้ ไม่เพียงมี Temasek เป็นผู้นำทัพ แต่ยังตอกย้ำด้วยการสนับสนุนต่อเนื่องจากกลุ่มนักลงทุนเดิมที่เป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการผลิต อาทิ:
นี่คือสัญญาณที่ชัดเจนว่าอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์กำลังมองหา AI ที่จับต้องได้และสร้างผลกระทบใน "โลกของอะตอม" ไม่ใช่แค่ใน "โลกของบิต"
ตามประกาศอย่างเป็นทางการของบริษัท เงินทุนมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์จะถูกจัดสรรไปตามแผนกลยุทธ์หลักสามประการ :
เป้าหมายของการสร้าง LPMs คือการสร้างระบบ AI ที่ไม่เพียงแต่เร่งการค้นพบการออกแบบใหม่ๆ แต่ยังเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างต้นแบบดิจิทัลและสมรรถนะทางกายภาพของเครื่องจักรขณะใช้งานจริง ซึ่งจะเป็นการลบเส้นแบ่งแบบเดิมระหว่างการคำนวณเชิงทฤษฎีและการทดสอบภาคสนามในงานวิศวกรรมอุตสาหการ หากทำได้สำเร็จ นี่คือการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ